Showing posts with label Indonesia. Show all posts
Showing posts with label Indonesia. Show all posts

Tuesday, June 3, 2014

Farewell Indonesia


วันนี้ปิดท้ายมหากาพย์เล่าเรื่องการท่องเที่ยว สรุปการเดินทาง เผื่อใครจะไปตามรอย (จะมีเหรอ) เส้นทางท่องเที่ยว เมดาน-บราสตากี-ปาราปัต เป็นเส้นทางแบบวงกลม ไปทางหนึ่ง แล้วขากลับผ่านอีกทาง แต่เข้ามาเมดานเหมือนกัน เพราะต้องไปขึ้นเครื่องบินกลับ




เส้นทางออกจากเมดาน ลงมายังบราสตากี ค้างหนึ่งคืน เที่ยวเล่นชมวิว ออกเดินทางต่อ แวะน้ำตกซีปิโซ-ปิโซ แวะวังบาตั๊ก แวะชิมแบนเดร็ก เข้าที่พักที่ปาราปัต ค้างคืน เช้าก็นั่งเรือไปชมเกาะซามอเซีย บ่ายพักผ่อน ค้างที่ปาราปัตอีกคืน เพื่อว่าเช้าตรู่ (เช้าจริงๆ กลุ่มเราออกจากปาราปัตกัน 6 โมงเช้า) จะออกเดินทางไกล กลับมาที่เมดาน ระหว่างทางเห็นเด็กๆ กำลังเตรียมตัวไปโรงเรียนกันด้วย

ทางขากลับ ดูผ่านความเจริญมากกว่าขามา ผ่านเมืองที่หน้าตาประมาณอำเภอเมืองของจังหวัดเล็กๆ ของไทย อย่างอุตรดิตถ์ แม่ฮ่องสอน อะไรแบบนั้น และมาพบกับอาหารมื้อสุดท้ายในอินโดนีเซีย

มันก็คือ.....คือ.....คือ....คือ..... (จะต้องตื่นเต้นอะไรขนาดนั้น)


Nasi Padang


หรือเราตื่นเต้นไปคนเดียว ก็ก่อนมาได้ข้อมูลมาว่า ที่อินโด เค้ากินข้าวด้วยมือกันนะ นี่อยู่มา 4 คืนละ มีช้อนส้อม (มีด ในบางมื้อ) ครบถ้วนเลย มันยังไม่ถึงอินโดจริงๆ นี่นา

มื้อสุดท้าย ทัวร์ก็เลยจัดให้ซะเลย

Nasi แปลว่า ข้าว Padang เป็นชื่อเมืองหลวงของเขต West Sumatra อยู่ลงไปทางใต้จากเมดานซึ่งเป็น North Sumatra และติดทะเลทางทิศตะวันตก

Padang เป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญบนเกาะสุมาตรา เป็นข้าวคุณภาพดีที่สุด Nasi Padang มีชื่อเสียงเลยทีเดียว ร้านที่เราไปกินชื่อ Simpang Tiga ร้านเค้าทำที่ล้างมือให้อย่างดี สะอาดสะอ้าน เราก็เลยคิดว่า เค้าเตรียมให้ขนาดนี้ ก็ต้องลองใช้มือกันหน่อยแล้วหล่ะ




ข้าวสวย เสิร์ฟมาในกระบุง รองด้วยใบตอง หอมกลิ่นใบตอง ทีเดียว กับข้าวของเรา มีไก่ทอด ปลาทอด แกงปลา แกงผัก ผัดพริกเครื่องในไก่ ล้างมือเรียบร้อยก็ลุยเลย!




ร้านสาขาที่เราไปกิน อยู่เมือง Perbaungun ทางทิศตะวันออกของเมืองเมดาน กินเสร็จก็ได้เวลาไปสนามบิน บ๊ายบายอินโดนีเซียทันที

ลงที่สนามบินปีนัง ก็นั่งรถบัสกลับเข้าหาดใหญ่ ไปแวะกินข้าวเย็นรสชาติไทยๆ ที่เมืองเล็กๆ ติดชายแดนฝั่งมาเลเซีย ผ่านเข้าไทยทางด่านนอก อ.สะเดา จ.สงขลา

สวัสดี 3G ที่รัก เราไม่ได้เจอกันนานพอดูเลย ทุกคนบนรถดูมีความสุขที่ได้กลับมาเจอ 3G เมืองไทยเสียที ระหว่างการท่องเที่ยว อาศัยได้แค่ wifi ตามสถานที่ใหญ่ๆ อย่าง โรงแรม ร้านอาหาร ในอินโดนีเซียเท่านั้น แถมในบราสตากีกับปาราปัต wifi มีแค่ใน lobby เท่านั้น ไม่มีในห้องพัก เราก็เลยเห็นกลุ่มคนไทย ยืน นั่ง ก้มๆ กดๆ อยู่แถวหน้า lobby โรงแรม กันเป็นกระจุกๆ ทุกคนดูมีความพยายามที่จะเชื่อมต่อกับคนที่เมืองไทยซะจริง ที่ตลกคือหลังอาหารมื้อนึง ทุกคนกินเสร็จ ก็รอๆ การเข้าห้องน้ำกัน ตอนนั้นพอดีมีกรุ๊ปเรากรุ๊ปเดียว พนักงานร้านคงงง พวกแกกินเสร็จแล้วก็ออกมานั่งเล่นมือถือกันโดยพร้อมเพรียงขนาดนี้เลยหรอ คือ มันตลกดี คนราว 30 คน นั่งเล่นมือถือกันหน้าร้านอาหาร

ทั้งหมดทั้งมวล คือ บันทึกการเดินทาง ออกไปรู้จักเพื่อนบ้าน เป็นการต้อนรับ AEC ที่เข้าท่าดีนะคะ

ขอบคุณสำหรับการติดตามค่ะ


Monday, June 2, 2014

Shopping Time


ผู้หญิงกับการซื้อของเป็นเรื่องคู่กัน หลักการทำทัวร์ให้ลูกทัวร์แฮปปี้คือมีจุดให้ชอปปิ้งกันได้อย่างสนุกสนาน และต้องเผื่อเวลาเอาไว้เล็กน้อย เพราะมันจะช้ากว่า schedule เสมอ

อันนี้คือคติที่เราได้จากการเก็บข้อมูลกลุ่มทัวร์ที่ไปด้วยกันทริปนี้ ทุกคนดูเพลิดเพลินกับการชอปปิ้งมาก เรียกได้ว่ามีลงรถตรงไหน ก็ต้องมีใครสักคนได้เสียเงินซื้อของหล่ะน่า ที่ว่าคนไทยติดอันดับนักชอปนี่ก็คงจะจริง พอรู้ว่าเป็นกรุ๊ปทัวร์จากไทย คนอินโดนี่ยิ้มเลย ประมาณว่า มาแล้วๆ ลูกค้าชั้นดี

ถามว่าสินค้าที่ซื้อกันมีอะไรบ้าง ก็จะเป็นสินค้าสไตล์คล้ายๆ ของทางภาคใต้ของไทย

1. Sarong - โสร่ง หรือ ผ้าถุง นั่นเอง
จริงๆ เรียกผ้าถุงก็ไม่ถูกเท่าไหร่ เพราะผ้าแบบนี้ เอาไปตัดเสื้อก็สวยอยู่ แต่แอบรู้สึกว่า กลับมาซื้อที่กิมหยง - หาดใหญ่ ดูสวยและเนื้อผ้ามีคุณภาพมากกว่านะ

2. Batik - บาติก
ก็เป็นผ้าวาดลวดลาย ใช้สีโทนสดใส ดูฝีมือช่างวาดที่นี่แล้ว ค่อนข้างเรียบง่ายและธรรมดากว่าของไทย ลายก็จะเป็นจำพวกดอกไม้ต่างๆ อ่อ แล้วก็มีบาติกอีกแบบที่ไม่ใช่การวาด แต่เป็นการมัดผ้าเป็นกระจุก แล้วเอาไปย้อมหลายๆ สี มันก็จะได้ลายแบบเหมือนจะเลอะๆ แต่ก็ดูมีศิลปะดี

3. งานไม้แกะสลัก
ชาวบาตั๊กมีฝีมือการแกะไม้ที่ดีพอสมควร สินค้ามีทั้ง รูปแกะสลักประเภทเอาไว้ตั้งโชว์ (ให้ฝุ่นจับเล่น) และทำเป็นของใช้เช่น ที่เขี่ยบุหรี่ กล่องใส่ของ กำไล เป็นต้น

4. เสื้อผ้าสำเร็จรูป
เสื้อผ้าลวดลายแบบคนท้องถิ่นใส่กัน ก็มีให้ซื้อหากันทั่วไป แต่่เรารู้สึกว่าฝีมือการตัดเย็บยังสู้คนไทยไม่ได้ ความประณีตจะน้อยกว่า แต่ใส่แล้วก็ดูกลมกลืนกับพื้นที่ดี เสื้อผ้าคนมุสลิมจะเยอะหน่อย ก็เลยรู้สึกจะถูกใจเพื่อนร่วมทัวร์ เพราะหลายคนเป็นมุสลิม ก็ซื้อเป็นของฝากครอบครัวกันสนุกสนาน แล้วมีบางคนที่พูดภาษาอินโด-มาเลย์ได้ ก็เลยพอสื่อสารกับพ่อค้าแม่ค้าได้

[เกร็ดความรู้ที่ 1] Bahasa Indonesia เป็นภาษาราชการของอินโดนีเซีย ซึ่งมีความคล้ายคลึงกันกับ Bahasa Malaysia คนไทยมุสลิมที่พูดมาเลย์ได้ จึงเข้าใจภาษาอินโดนีเซียได้บ้าง

[เกร็ดความรู้ที่ 2] คำว่า Bahasa ก็คือ Bhasa มีรากศัพท์มาจากคำสันสกฤต ที่คนไทยใช้กันว่า ภาษา นั่นเอง

5. ของที่ระลึกแบบยกแพ็ค
จำพวกพวงกุญแจ กระเป๋าใบเล็กๆ แม่เหล็กติดตู้เย็น และอื่นๆ เป็นของจำเป็น (ที่ต้องมีขาย) ตามแหล่งนักท่องเที่ยว ราคาก็จะแล้วแต่ต่อรองกันได้ ซื้อมากก็อาจจะได้ลด ที่แปลกคือ วัฒนธรรมการเขียนและส่งโปสการ์ด ดูจะยังไม่เข้าถึงที่นี่สักเท่าไหร่ หาร้านขายโปสการ์ดได้น้อยมาก...ถึงมากที่สุด ใครจะมาทำธุรกิจถ่ายรูปสวยๆ ทำเป็นโปสการ์ดขาย น่าจะเป็นโอกาสที่ดีเลยทีเดียว


-------------------------------------------------------------------------


กฎข้อที่หนึ่งของการชอปปิ้งที่อินโดนีเซีย (เมดาน-บราสตากี-ปาราปัต-เลค โทบ้า) คือ ต้องต่อราคา

กฎข้อที่หนึ่งของการชอปปิ้งที่อินโดนีเซีย (เมดาน-บราสตากี-ปาราปัต-เลค โทบ้า) คือ เริ่มต้นให้ต่อไปเลย ลดจากราคาที่เค้าบอก 70-80%

จริงๆ หลายคนบอกใครจะกล้าต่อขนาดนั้น มันก็ขนาดนั้นจริงๆ นะ ที่นี่ เค้าบอกราคาสูงมากๆๆๆ ไว้ก่อน เอาเป็นว่าถ้าเก๋าจริง ก็ได้ลดประมาณ 70-80% แต่ส่วนใหญ่ก็จะได้มาที่ประมาณ 50-60% ของราคาที่บอกเราตอนแรก

ปกติอยู่เมืองไทย ต่อได้ 10% เราก็ดีใจแล้วใช่ไหม ไปซื้อของที่โน่น ต่อได้ 50% นี่ยังเอามาอวดไม่ได้นะ ปกติมาก...

เวลารถทัวร์จอดตามจุดท่องเที่ยว หรือ ร้านขายของ ก็จะมีคนขายของแบบเดินเร่ เข้ามาขายด้วย มาเกาะกันข้างรถเลย ซื้อกันในร้านเสร็จแล้ว พวกนี้ก็ตามขายต่อ ใครซื้อคนแรกอาจจะเสียเปรียบหน่อย เพราะเหมือนเป็นคนประเดิม ซื้อแล้วกรุณาจากไป มิฉะนั้น อาจจะต้องช้ำใจ เพราะคนต่อๆ ไปที่ซื้อ มักจะได้ราคาที่ถูกลงไปอีก

ถ้าแยกกันซื้อ แล้วมาเจอเพื่อน เอ้ย...แกซื้อได้กี่บาท โอ้ย ถูกๆๆ ก็มีการตามไปซื้อบ้าง แต่อาบังไม่ยอมขายราคาถูกมากนั้นแล้ว ก็จ๋อยไป

หรือคิดว่าพอละ ไม่ซื้อละ บนรถตอนที่รอให้คนมาให้ครบ ก็จะเกิดมหกรรม "คนอวดของ" กันขึ้น

เนี่ย ผ้าพันคออันนี้สวยมาก ไปถามคนขายมานะ ว่าจะเอาแบบ best quality คนขายถึงกับไปหยิบมาจากหลังร้าน เพราะของมันจะแพงกว่าของทั่วๆ ไป ก็เลยไม่เอามาโชว์
ว้าวๆๆ สวยค่ะ สีสดใสมากเลยค่ะ คุณไกด์คะ ยังไม่ถึงเวลานัดใช่ไหมคะ ไปค่ะๆ คุณพี่ ไปซื้อกันบ้าง ราคาก็ไม่แพงด้วยนะคะ คุณภาพดีจริงๆ แล้วก็พากันลงรถไปซื้ออีก   นั่นหล่ะค่ะ

การนับคน (ว่าลูกทัวร์มาครบแล้วหรือยัง) เลยมีข้อควรระวังว่า อย่าคิดว่า เอ๊ะ คนนี้ เมื่อกี้เห็นขึ้นรถไปแล้ว ก็นับรวมว่ามาแล้ว ปรากฏ ลงไปซื้อตามเพื่อนอีก ก็มีค่ะ

อันที่จริง เรื่อง ความถูกของสินค้า ที่อินโด เราว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะค่าเงินรูเปียของเค้า ค่อนข้างอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินบาท 1000 รูเปีย = 3 บาท โดยประมาณ ซื้อผ้าพันคอบาติก อย่างสวย ราคา 60000 ก็แค่ 180 บาท งี้ หยิบเงินแสนรูเปียออกมา เฮ้ย...แค่ 300 บาทเอง คือ มันทำให้เราคิดว่าอะไรๆ ก็ถูกไปหมด ทุกคนเลยดูชอปกระจาย แบบว่าไม่ต้องเอาเงินรูเปียกลับไทยกันเลย แลกมาแล้วนี่นา

สุดท้าย พอทุกคนขึ้นรถ เอาหล่ะ รถออกเดินทางต่อ ช่วงเวลา 15 นาทีแรกนั้น เรียกได้ว่าเป็นเวลาพักของไกด์กันเลยทีเดียว ลุงหลาดบอกว่า ไกด์ยังไม่ต้องพูดอะไรเลยนะ คือ พูดไปคนก็ไม่ฟังหรอก จะมาเล่าเรื่อง เออ...สถานที่ที่จะไปต่อนั้นเป็นอย่างงั้นอย่างงี้ ตารางเวลาของเราต้องทำอะไรต่อไป ยังไม่ต้องเลย ทั้งรถจะเต็มไปด้วยเสียงจุ๊บจิ๊บๆ กับมหกรรม "คนอวดของ" อีกครั้ง

อุ้ย อันนี้สวยจัง... อุ้ย ซื้อฝากใครคะ สวยนะ ราคาเท่าไหร่หรอ...
อ๊ะ คุณพี่ซื้อได้ถูกกว่าด้วยหล่ะ...
อ๋อ ลายมันไม่เหมือนกันค่ะ...............

สรุปแล้ว Happy ค่ะ ทุกคนดู Happy กับการท่องเที่ยวครั้งนี้มาก เงินรูเปียเรา พอจ่ายค่าทิปคนขับรถกับไกด์ท้องถิ่นแล้ว ก็เหลือ 30000 รูเปีย ยังได้เอาไปซื้อชาไข่มุกกินที่สนามบินเลย ได้เงิน 1000 มาเป็นที่ระลึกพอดี สวยๆ


ปล. ก็ไม่ได้ตั้งใจจะขี้เม้าท์นะ..........
ใจบิ้วท์ นิ้วพิมพ์ ฮา............


Sunday, June 1, 2014

Samosir Part II


อีกหนึ่งหมู่บ้านที่เราได้ไปเยี่ยมชมบนเกาะ Samosir เป็นชุมชนใหญ่ ใหญ่ในที่นี้คือร้านขายของเยอะ เยอะจริงๆ เรียงราย 2 ฝั่ง ตามเส้นทางเลย คุณไกด์ถึงกับต้องบอกก่อนลงเรือว่า พอลงจากเรือแล้ว ให้เดินตามกันไปจนถึงจุดที่เป็นโลงศพพระราชาก่อน อย่าเพิ่งเถลไถลไปชอปปิ้ง เพราะเดี๋ยวจะปล่อยให้ชอปปิ้งฟรีสไตล์ภายหลัง

เดินๆๆ มาจนถึงที่เก็บศพพระราชา ที่นี่แปลกดี เค้าเก็บศพไว้ในโลงศพ (หิน) นะ แต่ไม่ได้เอาไปฝังใต้ดิน ก็วางอยู่บนพื้นนั่นแหละ




พระราชาองค์แรกของเผ่า เป็นคนรักสงบ ไม่เน้นต่อสู้ คอยดูแลให้ผู้คนอยู่ดีกินดี พระราชาองค์ที่ 2 เป็นหลานชายของพระราชาองค์แรก จากโลงศพของพระราชาองค์นี้ มีจุดที่น่าสนใจคือ รูปปั้นนูนต่ำที่อยู่ด้านหน้าของโลงศพเป็นผู้ชายสวมหมวก กับรูปปั้นนูนต่ำเป็นผู้หญิงตรงด้านท้ายของโลงศพ

หมวกที่ชายคนดังกล่าวสวมใส่ลักษณะเหมือนหมวกที่ผู้ชายมุสลิมใส่กัน เลยสันนิษฐานว่าพระราชาน่าจะมีที่ปรึกษาเป็นชายมุสลิมคนดังกล่าว

ส่วนหญิงสาวนั้น เรื่องเล่าบอกว่า เป็นคู่หมั้นของพระราชา แต่พระราชามัวแต่สนใจการรบ ขยายอาณาเขตของเผ่า ไม่ใส่ใจหญิงสาว เธอก็เลยไปรักกับผู้ชายอีกคนในหมู่บ้าน พอพระราชารู้เรื่องก็สั่งฆ่าคนรักของหญิงสาว หญิงสาวทราบเข้าก็ถึงกับคลุ้มคั่ง กลายเป็นคนบ้า วิ่งหายไปในป่า แล้วก็สาบสูญไปเลย ไม่มีใครพบศพ เรื่องนี้จริงเท็จอย่างไร ไปถามลุงหลาดนะ เราแค่เป็นพยานบอกเล่า

โลงศพอื่นๆ แสดงให้เห็นถึงการเข้ามาของศาสนาคริสต์ในพื้นที่แถบนี้แล้ว มีไม้กางเขนประดับอยู่นั่นเอง

จบเรื่องสาระ เราก็ไปเดินชอปปิ้ง ก็สนุกสนานละลายเงินรูเปียดีค่ะ

กลับขึ้นเรือ ก่อนออกจากฝั่ง เกือบบ่ายโมงแล้ว ได้ตัวช่วยเป็น Indo Instance Mee เฮ!! ขึ้นมาขายเราถึงบนเรือเลยค่ะ มาม่าอินโดที่กินไปเป็นรสอะไรก็ไม่รู้ พยายามถามสื่อสารแล้วว่ารสอะไรแต่คุยไม่ถูก เอาเป็นว่าก็อร่อยดี

ช่วงบ่ายเป็นฟรีไทม์ เราก็เลยได้ละลายเงินรูเปียอีกครั้งกับ



แหะๆๆ...............................................................


จบทัวร์เกาะ Samosir กันด้วยภาพบรรยากาศอีกสักเล็กน้อย ตอนหน้าจะขอเม้าท์คุณนายและเพื่อนร่วมทัวร์กับเรื่องชอปปิ้งแบบจัดเต็ม







Friday, May 23, 2014

Salam Danau Toba


Salam! แปลว่าสวัสดี

รถบัสเดินทางลงใต้ไปอีกเรื่อยๆ ลองดูจากแผนที่จากตอนเบอราสตากีกับซินาบุงนะ เห็นขอบส่วนบนๆ ของ Lake Toba นั่นแหละ เรามาถึงจุดชมวิวแรกสุดของ Lake Toba กันแล้ว Hooray!!!!

ที่นี่คือน้ำตกซีปิโซ-ปิโซ (Sipiso-piso) สูงมากๆๆๆๆ ไหลลงไปยังทะเลสาบ




ที่นี่มีสัญลักษณ์แสดงความเป็น tourist spot คือ อาคารร้านค้าเรียงรายกันเป็นกลุ่ม ของขายก็ทั่วไป คาดเดาได้ จำพวกของที่ระลึก เสื้อ ผ้าพันคอ มีคำว่า Sipiso-piso บ้าง คำว่า Lake Toba บ้าง คำว่า Brastagi ก็มี คำว่า Parapat ก็มา (ฮั่นแน่ ยังไม่รู้สิว่า Parapat คืออะไร โปรดรออ่านตอนต่อไป ^^)

ของกินก็มีขาย พวกขนมกินเล่น เครื่องดื่มต่างๆ อ่อ มีเรื่องขำๆ คือเวลาซื้อของกับคนท้องถิ่นแบบจะแตกเงินแบงค์ใหญ่ให้เค้าทอนมาอะไรแบบนั้น สิ่งที่จะเจอก็คือ แบงค์ย่อยๆ ส่วนใหญ่ อยู่ในสภาพเก่า (อันนี้โชคดี) ถ้าเก่าเฉยๆ นี่ถือว่าโชคดีละ แต่บางทีเจอแบบมันไม่ใช่แค่เก่าอ่ะ เรียกได้ว่า พี่ทอนมาเป็นผักต้มจิ้มน้ำพริกหรอคะ? เปรียบเทียบแบบนี้เข้าใจไหม คือแบบหงิกงอเหี่ยวย่นราวกับผ่านสงครามอะไรมา บรรยายยาก ผักต้มนั่นแหละ เห็นภาพเลย...

ชาวบ้านเค้าก็อยากจะกำจัดพวกแบงค์เก่าๆ เลยเอามาทอนให้ ในเมืองไทย เราสามารถเอาธนบัตรเก่า-ชำรุด ไปแลกคืนธนาคารแห่งประเทศไทยได้ไม่ใช่หรอ สงสัยนโยบายนี้ยังไปไม่ถึงอินโดนีเซีย




ความประทับใจ ณ จุดชมวิว ตื่นเต้นๆๆๆ เราเจอกันแล้วนะ Lake Toba เป็น Lake Toba ในมุมสูงๆ สวยดี ดูมันใหญ่โตดีนะ มนุษย์กลายเป็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆ เราเริ่มหลงรักเธอแล้วหล่ะ Danau Toba 

ความประทับใจอีกอย่างของที่นี่คือเด็กชาย (ที่กำลังจะกลายเป็น) เด็กแว๊นซ์ คงจะเป็นลูกพ่อค้าแม่ค้า อายุสัก 6-7 ขวบ ประมาณนั้น น้องคงจะมีความฝันที่จะได้ขี่รถเครื่อง - ก็รถที่มีเครื่องไง สงสัยอะไร ภาษากลางเรียกรถจักรยานยนต์ ยาวไป๊ (ขอใช้คำนี้นะ ดูเข้ากับบรรยากาศดี) แต่ปัจจุบันของน้องเค้ายังเป็นแค่จักรยานธรรมดาๆ ก็ต้องอาศัยจินตนาการช่วยไปก่อนนะ ขี่จักรยานพร้อมส่งเสียงเหมือนเบิ้ลเครื่องยนต์อย่างสนุกสนาน แล้วพอเห็นคนมอง โห อะดรินาลีนมันพุ่งๆๆ เร่งเครื่องใหญ่เลยจ้า เอาเถอะนะ น้องมีความสุขก็ทำไปเถอะนะ

บ่นส่งท้าย โค้กกระป๋องที่จุดชมวิว ข้างกระป๋องก็เขียนไว้ว่า 4,500 รูเปีย นะ ขายจริงตั้ง 7,000-8,000 รูเปีย


สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคอยู่ไหน!!!!


Thursday, May 22, 2014

ว่าด้วยเรื่องของไวอะกร้า


เราโชคดีที่มาเที่ยวอินโดครั้งนี้ ได้ไกด์คนไทยที่มีความรู้และเชี่ยวชาญการนำเที่ยวแถบนี้โดยเฉพาะ คุณลุงไกด์ชื่อคุณลุงฉลาด แกมักจะแทนตัวเองว่า ลุงหลาด ที่บอกว่าโชคดีเพราะลุงหลาดมีเรื่องมาเล่าเกี่ยวกับสถานที่ที่ไปชม และนำมาเล่าให้ฟังแบบสนุก เพลิน หัวร่องอหายกันทั้งคัน ทำให้บรรยากาศการเดินทางรื่นรมย์มากยิ่งขึ้น เรื่องที่เขียนในตอนนี้ ส่วนหนึ่งก็มาจากคำบอกเล่าของลุงหลาดนี่เอง ไปอ่านกันเลย!

ชาวพื้นเมืองของพื้นที่เกาะสุมาตราตอนเหนือ (North Sumatra) จะเรียกว่า ชาวบาตั๊ก (Batak) ซึ่งก็มีการแบ่งเป็นกลุ่ม เป็นเผ่าพันธุ์ย่อยๆ อีกมากมาย ด้วยลักษณะพื้นที่ที่เป็นภูเขา การเดินทางในสมัยก่อนก็คงยากลำบาก แต่ละพื้นที่เลยแบ่งแยกเป็นเผ่าๆ มากมาย จุดมุ่งหมายของเราคือการนั่งรถทัวร์ไต่ขึ้นไปยัง Lake Toba ซึ่งเป็นทะเลสาบที่เกิดจากภูเขาไฟระเบิดเมื่อหลายหมื่นปีมาแล้ว ทัศนียภาพรอบๆ ระหว่างทางไปนี่ก็รู้สึกว่าคุ้มแล้วนะ คือธรรมชาติมาก แบบต้องไปดูด้วยสายตาตัวเอง ภาพถ่าย หรือ ดูคลิปจากคนอื่นไป มันไม่ซึมซับเท่าการได้ไปเห็นเองนะ แต่บันทึกวันนี้ยังไม่ให้ดูวิวทะเลสาบนะ ยกยอดไปคราวหน้า คราวนี้เรื่องมันยาว

ฟังจากไกด์ (อันนี้พูดตรงกันทั้งลุงหลาดและเอ็ดดี้ไกด์ท้องถิ่นชาวอินโด – เราไม่ได้ใส่ร้ายเค้านะ) เค้าเล่าว่า ชาว Batak เนี่ย เป็นกลุ่มชนที่ผู้ชายขี้เกียจนะ วันๆ ก็นั่งจิบชา พูดคุย ร้องเพลง สังสรรค์ ขี้เกียจจน Dutch (Holland) ที่เป็นเจ้าอาณานิคมในขณะนั้น ต้องไปนำเข้าผู้ชายจากเกาะชวา มาทำงาน เพราะพวกนั้นทำงานเก่งกว่า ในครอบครัวภรรยาชาว Batak มีหน้าที่ไปทำงานในไร่ในสวน ตกเย็นก็กลับบ้านทำอาหารให้สามี พูดง่ายๆ คือเกิดเป็นผู้หญิง Batak นี่น่าสงสารสุดๆ


ไหนหล่ะ ไวอะกร้า..ไหนๆ ใครคิดในใจบ้าง



ฮั่นแน่!!!! ใจเย็น ค่อยๆ อ่านไป รับสาระด้วยสิ



เล่าต่อนะ ระหว่างทางที่รถแล่นขึ้นสูงไปเรื่อยๆ ได้แวะไปชมวังของพระราชา Batak เผ่าหนึ่ง ชื่อบาตั๊ก สิมาลุนกุน (Batak Simalungun) ที่เรียกว่าพระราชา หรือ วัง นี่ อย่าคิดว่าวิจิตรอลังการอะไรนะ คือ เค้าก็ชนพื้นเมือง การศึกษาไม่ค่อยดี ความเจริญยังไปไม่ค่อยถึง แต่ถ้าดูระบอบการปกครอง มันก็คือ Absolute Monachy นี่แหละ ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด หรือมีมนต์ดำมากที่สุด ก็จะเป็นผู้ปกครอง จะเรียกว่าพระราชาก็ถือว่าไม่ผิด แต่ภาพจะไม่ใช่พระราชาแบบหรูหราอะไร เผ่าคงไม่ได้ใหญ่โตหรือเจริญมาก จุดที่เป็นที่ตั้งวัง เค้าเรียกว่า เปอมาตัง พูบ้า (Pematung Purba) น่าจะเป็นชื่อหมู่บ้าน

ยุคที่ Dutch เข้ามา สิ่งที่ชาวพื้นเมือง Batak ได้รับมา เป็นที่เห็นชัดที่สุดก็คือ ศาสนา พวกนี้นับถือศาสนาคริสต์ นิกาย Roman Catholic เรื่องตำนานก็คือ มี missionary คนหนึ่งมารักษาโรคให้ชาวบ้านแล้วหาย ชาวบ้านก็ถามว่าทำไมถึงหาย missionary ก็ตอบว่าเพราะ believe in god ชาว Batak ก็เลยหันมานับถือคริสตศาสนา

กลับมาที่วัง Batak Simalungun ราชวงศ์ของตระกูลนี้มีกษัตริย์ 14 พระองค์ องค์ที่มีเรื่องราวเป็นตำนาน อยากเอามาเล่าให้ฟัง เป็นกษัตริย์องค์สุดท้าย ครองราชย์ไม่นาน ไปดูกันว่าเป็นเพราะเหตุใด เรื่องราวเหล่านี้อยากให้ถูกบันทึกไว้ เพื่อจะได้ไม่สูญหายไปกับกาลเวลา

กษัตริย์ Tuan Mogang ว่ากันว่า มีชายาถึง 24 องค์ คือ วังของพระองค์ เรียกว่า Rumah Bolon (Long House) คือ รูปทรงจะยาวๆ ก็นะ นอนกันตั้ง 12 คน 2 ฝาก มันก็ต้องยาวสิ ส่วนอีกด้านเป็นฝั่งของกษัตริย์ คือกั้นแยกจากฝั่งผู้หญิง ก็มีเตียงประกอบกิจกรรมยามวิกาล นั่นก็คือ เล่นไพ่ เฮ้ย!! ไม่ใช่ ก็กิจกรรมสืบต่อเผ่าพันธุ์มนุษย์นั่นแหละ โอโห้แล้วมีชายาตั้ง 24 องค์ เพลินน่าดูนะเนี่ย...

เรื่องของเรื่องคือ แต่ละวัน กษัตริย์ก็จะให้ชายาแข่งขันกันตำข้าว แบบออกลีลาท่าทางด้วยนะ ที่ตำข้าวก็คล้ายกับของบ้านเรา มีหลุม ใส่ข้าวลงไป แล้วก็มีไม้เอาไว้ตำๆ ทุบๆ นี่เชื่อแล้วว่าผู้หญิง Batak ทำงานหนัก ขนาดข้าว ยังใช้เมียตัวเองเลย - -“ ใครตำเก่ง ลีลาดี ก็จะได้รับการคัดเลือก โดยกษัตริย์จะให้ขันที (มีขันทีด้วย!!!) เอาหมากพลูไปให้ เป็นเครื่องหมายว่า คืนนี้ เจ้าเตรียมตัวเอาไว้



อันนี้ลานตำข้าว



Long House หน้าตาเรียบง่ายมากๆ นี่หรือคือวัง ตอนแรกที่ไปเห็นก็งงไปเล็กน้อย



ด้านใน มีครัวทำกับข้าวด้วย


เอาหล่ะ ใครเกิดความสงสัยบ้าง 'กษัตริย์มีชายาตั้ง 24 องค์ สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกัน กษัตริย์จะไหวหรอ'

เรามีคำตอบ...ชาว Batak Simalungun เค้ามีเคล็ดลับ มันก็คือ ไวอะกร้า แบบ local!!!!!!!!!!!!!!

นี่ไม่ได้พูดเล่น เค้าเชื่อกันแบบนั้นจริงๆ สิ่งนี้เรียกว่า Bandrek (แบนเดร็ก) หรือแปลแบบให้เข้าใจเค้าจะเรียกว่า Spicy Ginger Tea สรรพคุณก็ออกแนวเป็นยาบำรุง ทำให้อายุยืน อะไรทำนองนั้น ว่ากันว่า Tuan Mogang ดื่ม Bandrek ทุกวัน โด๊ปกันทุกวันก็ว่าได้

อ้าว ไหนเธอว่ากษัตริย์อายุสั้นไง ก็ดื่ม Bandrek แล้วนะ ทำไมหล่ะ ข้อนี้ได้วิเคราะห์กันในรถทัวร์ บ้างก็ว่าถ้าเมียเยอะขนาดนั้น ยังไงก็ไม่ไหว (วะ) แต่มีเหตุผลหนึ่งของอาจารย์หญิงที่มีหัวคิด feminist อาจารย์บอกว่า เพราะเจ้าชู้ทำให้ผู้หญิงเสียใจไง เลยตายเร็ว (นั่น) คำถามนี้ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนนะ ขอให้นำไปวิเคราะห์กันต่อไป...

ถามว่าแล้ว Bandrek มันเป็นยาโด๊ปจริงหรอ ได้ผลจริงหรือเปล่านั้น ก็ขอตอบว่า จากที่ได้ดื่มไป 1 แก้ว ถูกแล้ว!! มีร้านขาย Bandrek ด้วย คือเค้าทำเป็นจุดชมวิว จิบชาไป ชมทะเลสาบไป ชื่อ Simar Jajunjung จริงๆ บรรยากาศดีมาก เสียดายที่วันที่ไปนั้น หมอกลงค่อนข้างจัด เลยไม่สวยแบบเต็มที่

Bandrek 1 แก้ว เสิร์ฟมาพร้อมกล้วยทอด 1 ชิ้น รสชาติของชาก็ออกเป็นน้ำขิงแบบเข้มๆ หน่อย เผ็ดร้อนทีเดียว เครื่องเทศอย่างอื่นที่ใส่ ดูแล้วคล้ายๆ เครื่องพะโล้ แต่ไม่รู้จักว่าชื่ออะไรบ้าง อ้อ...เค้าให้นมสดมาด้วย เผื่อใครจะเติม แต่เราว่าพอใส่นมแล้ว กลิ่นขิงมันหายไป ไม่ค่อยเข้ากันเท่าไหร่ สำหรับรูปถ่ายมาตอนที่กล้วยทอดยังไม่มา ในจานก็คือส่วนผสม ใครจะแกะลายแทงหาว่ามีอะไรแล้วเอาไปต้มกินบ้างก็ตามสบายเถิด แต่เค้าว่าขิงมันเป็นพันธุ์พิเศษที่ปลูกได้แค่แถบนั้นเท่านั้น



อะไรนะ ลืมตอบคำถามเรื่อง Bandrek ได้ผลยังไงบ้าง อยากรู้กันแต่เรื่องนี้สินะ ก็รู้สึกร้อนวูบวาบ แหะๆ (เว่อไปละแก) ก็เหมือนกินน้ำขิงอ่ะ มันมีฤทธิ์ร้อนอยู่แล้ว นอกนั้นก็ไม่รู้สึกอะไรแล้ว คืนนั้นก็หลับปกติ

เข้าใจตรงกันนะ

หรือว่าต้องกินประจำอาจจะเห็นผล (ในเชิงน้ำสมุนไพรนะ ไม่ใช่ว่าแค่ไวอะกร้า) แต่ว่าไม่ไหวอ่ะ เข้มเกินไป ขิงแบบแรงมาก

สรุป Bandrek ไม่อร่อยเท่าไหร่ ตอนกินนี่นึกถึงเต้าฮวยและปาท่องโก๋กรอบๆ มาก แต่วิวตรงที่กินนี่สิ มันทดแทนกันไม่ได้

ลุงหลาดบอกว่าลูกหลานของกษัตริย์ก็ยังอาศัยอยู่แถบใกล้ๆ วัง ตอนไปเที่ยวชมวัง ก็เห็นมีชาวบ้าน (แต่งตัวธรรมดามอซอ เลยนี่แหละ) มามองๆ อยู่ด้านหน้าทางเข้า ก็น่าจะเป็นลูกหลานกษัตริย์นั่นแหละ เค้าคงคิดว่าวังเป็นสมบัติของตระกูลเค้า อะไรแบบนั้น

ลุงไกด์เล่าด้วยว่าสัก 2-3 ปีก่อน รัฐบาลพยายามเข้ามาช่วยจัดการ คือจะโปรโมตวังให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแบบจริงๆ จังๆ มีการทำถนนใหม่ มีการสร้างห้องน้ำ สร้างอาคารไว้ขายของ แต่มีปัญหากับพวกลูกหลานกษัตริย์ยังไงก็ไม่รู้ รัฐบาลก็เลยทิ้ง ไม่พัฒนาแล้ว ปัจจุบันยังเห็นอาคารห้องน้ำโทรมๆ เหลือไว้เป็นที่ระลึก เห็นแล้วเสียดาย

ก่อนจากกันวันนี้ ขอยั่วน้ำลายไว้ด้วยวิวสวยๆ ของ Lake Toba พระเอกของการเดินทางของเรา




อ่านแล้วชอบ ฝาก share blog นี้ไปด้วยนะจ๊ะ มีปุ่มเล็กๆ เป็นโลโก้ f อยู่ด้านล่างๆ ค่ะ ขอบพระคุณทุกท่าน

Wednesday, May 21, 2014

Berastagi Part II


เบอราสตากีเป็นเมืองเกษตรกรรม มีไร่และสวนปลูกผัก-ผลไม้ ต่างๆ อยู่ทั่วไป ดูเป็นเมืองสีเขียวดี ได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมไร่ปลูกกะหล่ำและผักอีกหลายชนิด (ไปภูทับเบิกแล้วเค้าเพิ่งเก็บเกี่ยว ไร่เลยโล่งๆ เธอก็มาดูกะหล่ำอินโดนีเซียแทน ก็เก๋ดีนะ)



ดินที่นี่คงจะอุดมสมบูรณ์มาก



โชคดีวันนั้นฟ้าใส

แวะไปละลายเงินรูเปียกันที่ตลาดผักและผลไม้ที่เค้าบอกว่าใหญ่ที่สุดในจังหวัดเมดาน คาดหมายซะมาก แต่เล็กกว่าที่คิดแฮะ พ่อค้าแม่ค้าน่ารักดี เดินชม+ชิมไปเรื่อย ผลไม้เด่นของที่นี่คือ สลัก (Salak) มันคือญาติของสละที่เราคุ้นเคยนี่แหละ หน้าตาคล้ายกันสุดๆ แต่สลักมันไม่นิ่มและหวานเหมือนสละ คือกินกรอบๆ เลยนะ กัดทีกร๊วบกร๊าบ แล้วรสชาติก็เฝื่อนๆ แต่คนที่ชอบเค้าก็ว่าหวานละนะ แต่คงจะไม่ใช่สำหรับเรา ขอกลับมากินสละเมืองไทยให้หายอยาก ผลไม้ที่ไหนก็ไม่อร่อยเท่าบ้านเราจริงๆ และเนื่องจากไม่อร่อยเราเลยไม่ถ่ายรูปมา 55555








ปิดท้ายที่เบอราสตากีด้วยการไปวัด ไม่น่าเชื่อว่าศรัทธาของคนช่างเดินทางมาไกลเหลือเกิน ที่นี่มีวัดพุทธด้วย เป็นของชาวพม่า ประชากรอินโดนีเซียส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม กับบางส่วนนับถือศาสนาคริสต์ คนพุทธเป็นส่วนน้อยจริงๆ แต่ก็ยังมาสร้างวัดเสียสวยงามที่เมืองเล็กๆ ไกลแสนไกล




Tuesday, May 20, 2014

Berastagi






เปิดหัวมาด้วยรูปเลย ภูเขาไฟที่ยังมีควัน!!!! เห็นกับตาเป็นครั้งแรกในชีวิต!!!! ขออนุญาตใส่เครื่องหมายอัศเจรีย์หลายๆ ตัว มันตื่นเต้นจริงๆ

พระเอกของเราคืออำเภอเล็กๆ ที่ชื่อ เบอราสตากี (Berastagi) หรือที่บางครั้งใช้ว่า Brastagi คือคนเค้าจะอ่านออกเสียงเหมือนรวบเสียง เบอรา ไปเป็น บรา เลย ภาษาอินโดนี่พูดกันเร็วมาก รัวลิ้นเยอะๆ ด้วย ที่เราบอกว่าลงใต้ไปหาอากาศหนาว ก็มาพักที่เมืองเบอราสตากีนี่แหละค่ะ เมืองเบอราสตากีจะอยู่บนเขาหน่อยๆ อากาศจึงดีกว่าเมดาน นั่งรถออกจากเมดานเกือบมืดแล้ว ไต่ขึ้นเขาไปเรื่อยๆ ไปเบอราสตากีใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ถนนที่นี่แคบกว่าถนนเมืองไทย คือในตัวเมืองเมดานจะ 4 เลน แต่พอออกนอกเมืองมาก็จะเป็น 2 เลนสวนกัน แล้วถนนที่เมืองไทยจะทำไหล่ทางกว้างขวาง ที่อินโดนี่คือแทบไม่มีไหล่ทาง ข้างถึงก็เขา อีกข้างก็เหว เวลารถใหญ่ๆ สวนกัน คือ คนนั่งได้ลุ้นกันตลอด คนขับจะแซงรถช้ากันตลอด ไม่ว่าจะขึ้นเขาอยู่ หรือ ข้างหน้ามีทางโค้งที่มองไม่เห็นรถสวน โผล่หน้าออกไปก่อนละ ถ้าแซงได้ก็ไป ถ้ามีรถสวนมาก็ถูกตบไฟใส่หน้าแล้วก็หลบกลับเข้ามา อีกเรื่องคือ ทางขึ้นเขาทำไมถึงชอบทำเป็นโค้งหักศอกก็ไม่รู้ มันประหยัดพื้นที่หรือไง แล้วพอเลี้ยวไม่พ้น คุณแบมแบงก็ต้องวิ่งออกไปโบกรถและดูทางให้ เพื่อให้รถเลี้ยวไปได้ คือตอนจบทริปนี้ ก็มีการพูดขอบคุณคุณคนขับกับผู้ช่วย แล้วก็ให้ทุกคนปรบมือให้เค้านะ แบบเราว่าทุกคนปรบมือแบบจริงใจมากๆๆๆ ความรู้สึกแบบ ‘คุณทำให้เรารอดปลอดภัย’ ขอบคุณจริงๆ จากใจเลย

ตัวเมืองเบอราสตากีไม่ใหญ่มาก แต่ดูจะเป็นจุดชมวิวที่ฮิตพอสมควร มีโรงแรมอยู่หลายแห่งทีเดียว ที่พักของเราที่เบอราสตากีวิวเท่โคตรๆๆ เดินไปกินข้าวเช้าคือเห็นภูเขาไฟซินาบุง (Gunung Sinabung) พ่นควันปุ๋ยๆ เลย รูปข้างบนก็ถ่ายจากโรงแรมเลย มองวิวจากโรงแรมซินาบุงดูสวยและชิวดี การตื่นมาแล้วเจอภูเขาไฟอยู่ตรงหน้านี่มันครั้งแรกในชีวิตเลยนะ




เสริมความรู้นิดนึง ในประเทศอินโดนีเซียมีภูเขาไฟที่ยังปะทุอยู่อีกเกินร้อยลูก แต่เจ้าซินาบุงนี่ตามบันทึกบอกว่าปะทุครั้งล่าสุดช่วงปี 1600 จนอยู่ๆ เพิ่งมาปะทุปี 2010, 2013 แล้วก็ กุมภา 2014 ที่ผ่านมา นักวิชาการก็คาดการณ์ว่าเป็นผลมาจากเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิปี 2006 - ซินาบุง เจ้ายังไม่ตาย!!!!!

เพลินจริงๆ นะ นั่งมองภูเขาไฟ ไม่รู้ว่าเค้าให้ปืนขึ้นไปดูที่ปากปล่องภูเขาไฟหรือเปล่า ถ้าขึ้นไปได้ มันคงตื่นเต้นดี เป็นประสบการณ์แปลกประหลาดที่เราดีใจที่ได้ไปเจอ แต่ขนาดมองจากไกลๆ ภูเขาไฟยังดูยิ่งใหญ่และสวยงามมากจริงๆ

ไม่รู้ว่าสำหรับคนที่อาศัยอยู่ตรงนั้น เค้าจะชื่นชมความงามของธรรมชาติตรงหน้ามากแค่ไหน เหมือนว่าคนเราจะมีนิสัยอย่างหนึ่ง ที่มักจะมองสิ่งไกลตัว / ของๆ คนอื่น ของประเทศอื่น ว่าสวย แต่วิวที่เห็นทุกวันๆ ประจำ ความสวยความน่าชื่นชมมันดูจะลดลงตามเวลา

การที่คนเรามองว่าวิวตามที่ที่เราไปเที่ยวหรือไปเห็นเป็นครั้งแรก มันจะผสมไปด้วยความรู้สึกสำเร็จ fulfill ชั้นดั้นด้นมาถึงแล้ว ชั้นเก็บเงินทำงานหนักตั้งนานเพื่อทริปนี้ ชีวิตนี้อาจจะได้มาครั้งเดียว บลา บลา บลา พวกนี้เป็นสิ่งปรุงแต่งนะ แน่นอน โดย objective มันก็สวยแหละ เนื้อแท้ของธรรมชาติมีความสวยงามเสมอ ถ้าตัดสิ่งปรุงแต่งออกไป นั่งมองให้ลึกถึงความงาม ภาพนั้นจะประทับลงในจิตใจในแบบที่กล้องถ่ายรูปไหนก็ทดแทนไม่ได้ เคยเจอว่ามี IG account หนึ่ง ที่ลงรูปถ่ายมุมเดิมๆ หลังคาบ้านหลังเดิม ทุกๆ วัน เราว่าเค้าเท่ดี ที่สามารถมองเห็นความสวยงามของทิวทัศน์เดิมๆ นั้น ได้ทุกวัน

วันนี้ชั้นหนังสือ ออกแนวนามธรรม พอดีว่านั่งเขียนบันทึกนี้ในวันฝนตก เราเป็นผู้โชคดีนะ เป็น 40% ของพื้นที่กรุงเทพมหานครที่มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ตามการพยากรณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา



Monday, May 19, 2014

First Step in Medan


การเดินทางชุด Indonesia นี้ เราเปลี่ยนจาก backpacker มาเป็นลูกทัวร์คนหนึ่งในคณะอาจารย์-นักศึกษา ที่มาทัศนศึกษา ตอนแรกที่รู้ว่าเค้าจะจัดทัศนศึกษาไปเกาะสุมาตรา เรารีบขอสมัครมาด้วยเลย Indonesia เป็นประเทศที่อยู่ใกล้ไทยมาก แต่เป็นประเทศที่เรารู้ข้อมูลเกี่ยวกับเค้าน้อยมาก นี่แหละเหตุผลที่เราอยากมา Indonesia พอมาแล้วก็ไม่ผิดหวังนะ ได้เปิดหูเปิดตาหลายๆ อย่างทีเดียว

อินโดนีเซียเป็นประเทศแบบหมู่เกาะ การเดินทางที่สะดวกที่สุดคือเครื่องบิน จุดหมายของเราคือสนามบิน กัวลานามู (Kualanamu International Airport) ของเมืองเมดาน (Medan) บนเกาะสุมาตรา (Sumatra)

ข้อมูลแรกที่ได้รับคือ เมดานเป็นเมืองใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศอินโดนีเซีย รองจาก จาการ์ตา (Jakarta) เมืองหลวง กับ เมืองสุราบายา (Surabaya) ซึ่งอีก 2 เมืองนั้นอยู่บนเกาะชวา เท่ากับว่าในเกาะสุมาตราแล้ว เมดานนี่แหละ ผู้คนอาศัยอยู่มากที่สุด เราเลยวาดภาพไว้ว่า มันคงต้องวุ่นวายแบบฉบับของสังคมเมือง บวกกับความกำลังพัฒนาตามแบบเมืองต่างๆ ในแถบอาเซียน แน่นอน

และแล้วความจริงก็ปรากฏ คนขับรถทัวร์ของคณะเดินทางชื่อ โดดี้ แล้วก็ผู้ช่วยชื่อ แบมแบง ภาพการจราจรในเมืองเมดาน พูดง่ายๆ คือ ถ้าไม่ใช่คนท้องถิ่น และมั่นใจในฝีมือตัวเอง คงไม่กล้าขับเป็นแน่ คือมอเตอร์ไซค์เยอะมากๆๆๆๆๆๆ (ไม่กล้าบอกว่ามากหรือน้อยกว่าโฮจิมินห์ของเวียดนามเพราะยังไม่เคยไป แต่มันเยอะมากๆๆๆๆๆๆๆ นั่นแหละ) และแน่นอนว่า มอเตอร์ไซค์ (และรถยนต์) ไม่เคยหยุดให้ทางกันแบบใจดีๆ คือถ้าพี่ไม่ยื่นหน้าจนอีกทางเค้าไปไม่ได้ รถมันก็จะมาจากไหนก็ไม่รู้เรื่อยๆ แล้วทางเราก็จะไม่ได้ไปนั่นแหละ

ถนนในเมืองเมดาน ส่วนใหญ่เป็น 4 เลน ฝั่งละ 2 เลน แล้วทีนี้รถทัวร์ ถ้าจะกลับรถ มันไม่พ้นใช่ไหม คือจนรถทัวร์ยื่นหน้าไป 1 เลน รถยนต์อีกฝั่งต้องหยุดละ มอเตอร์ไซค์ยังไม่หยุดจ้า พรืดตัดหน้ารถทัวร์นั่นแหละ ผู้โดยสารคนไทยบนรถนี่ เสียวไปตามๆ กัน พอด้านหน้าโอเคแล้ว รถทัวร์จะต้องถอยหลังเพื่อให้กลับรถให้พ้นด้วย ด้านหลังก็ไม่หยุดรถเหมือนกันจ้า พวกนั่งหลังรถ ก็วี้ดว้ายขึ้นมา คือลุ้นไปทุกครั้งเลย

เวลาข้ามถนนก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน พอดีว่าทัวร์จะพาไปกินอาหารกลางวันที่ร้านหนึ่ง แต่เค้ากำลังทำทางเข้าใหม่อยู่ รถก็เลยเข้าไปส่งไม่ได้ คุณไกด์พาเดินข้ามถนนเลยจ้า เค้าสอนว่า วิธีข้ามถนนก็คือ ให้ยกมือด้านที่รถจะมาเหมือนแบบขอให้หยุด แล้วก็ภาวนาให้รถหยุดให้ เท่านั้นแหละ (อะไรจะธรรมดาสามัญขนาดนั้น) แล้วปกติเค้าคงจะข้ามกันครั้งละไม่กี่คนใช่ไหม แต่กลุ่มของเรานี่ จัดมาเต็มเกือบ 40 คน ชาวเมดานถึงกับมองว่า พวกเอ็งนี่ใครกัน มาทำอะไรกัน และสงสัยเพราะความสงสัยนี่แหละ รถเค้าเลยหยุดให้พวกเรา

Terima Kasih ค่ะ

มันก็เป็นประสบการณ์อย่างหนึ่งที่เราไม่เคยเจอ แต่ให้ไปเจอบ่อยๆ ก็ไม่ไหวเนาะ หัวใจจะวาย และขออภัยที่ช่วงนี้ไม่มีภาพหรือคลิปประกอบนะ คือตอนนั้น ขอตั้งสมาธิกับสิ่งตรงหน้าก่อนค่ะ ของอย่างนี้ต้องลองค่ะ

ภาพนี้คือหน้าโรงเรียนแห่งหนึ่งในเมดาน เด็กๆ ใส่เสื้อสีแดงกันหมดเลย น่ารักดี




ภาพนี้สามล้อเครื่อง ดูเก๋ไก๋ทีเดียว



ระหว่างทางผ่านตลาดสดยามเช้า ขายกันแบกะดินทีเดียว ลุงหลาดหรือชื่อจริงคือคุณลุงฉลาด (ไกด์คนไทย) บอกว่า จากประสบการณ์ ลูกทัวร์ชาวญี่ปุ่นจะชอบมาเที่ยวตลาดท้องถิ่น แบบตลาดสดมากกว่าชาติอื่นๆ คือเค้าจะสนใจอยากรู้ว่าตลาดท้องถิ่นแบบนี้จะขายอะไร เป็นยังไง

เมดานมีคลองน้ำเน่า!!



สุดท้ายบ่ายสี่โมงกว่าแล้ว เราก็ออกเดินทางจากเมดาน สิ่งสุดท้ายที่ได้พบปะสำหรับเมืองเมดานนี้คือ rush hour ช่วงเย็นค่ะ ถามว่ารถติดมากไหม ก็ไม่แน่ใจค่ะ เอาเป็นว่าหลับไปตั้งแต่รถติดนั่นแหละ ตื่นมาอีกที ข้างนอกเป็นทุ่งนาป่าเขาเสียแล้ว

อากาศที่เมดานจัดว่าเหมือนๆ ภาคใต้ของไทย แต่ฝุ่นควันมากกว่า เอาเป็นว่าร้อนเหงื่อออกนี่แหละ 1 คืนที่นี่ เรายังไม่ทันได้รู้จักกันดีพอ แต่เราก็ต้องจากเธอไปก่อน ขอเราลงใต้ไปตามหาอากาศหนาว และหมอกสวยๆ ก่อนนะ เออ ฟังดูงงดีไหม ลงใต้นะ แต่หนาว ทำไมน่ะหรอ โปรดติดตามตอนต่อไป