Showing posts with label Asean. Show all posts
Showing posts with label Asean. Show all posts

Tuesday, June 3, 2014

Farewell Indonesia


วันนี้ปิดท้ายมหากาพย์เล่าเรื่องการท่องเที่ยว สรุปการเดินทาง เผื่อใครจะไปตามรอย (จะมีเหรอ) เส้นทางท่องเที่ยว เมดาน-บราสตากี-ปาราปัต เป็นเส้นทางแบบวงกลม ไปทางหนึ่ง แล้วขากลับผ่านอีกทาง แต่เข้ามาเมดานเหมือนกัน เพราะต้องไปขึ้นเครื่องบินกลับ




เส้นทางออกจากเมดาน ลงมายังบราสตากี ค้างหนึ่งคืน เที่ยวเล่นชมวิว ออกเดินทางต่อ แวะน้ำตกซีปิโซ-ปิโซ แวะวังบาตั๊ก แวะชิมแบนเดร็ก เข้าที่พักที่ปาราปัต ค้างคืน เช้าก็นั่งเรือไปชมเกาะซามอเซีย บ่ายพักผ่อน ค้างที่ปาราปัตอีกคืน เพื่อว่าเช้าตรู่ (เช้าจริงๆ กลุ่มเราออกจากปาราปัตกัน 6 โมงเช้า) จะออกเดินทางไกล กลับมาที่เมดาน ระหว่างทางเห็นเด็กๆ กำลังเตรียมตัวไปโรงเรียนกันด้วย

ทางขากลับ ดูผ่านความเจริญมากกว่าขามา ผ่านเมืองที่หน้าตาประมาณอำเภอเมืองของจังหวัดเล็กๆ ของไทย อย่างอุตรดิตถ์ แม่ฮ่องสอน อะไรแบบนั้น และมาพบกับอาหารมื้อสุดท้ายในอินโดนีเซีย

มันก็คือ.....คือ.....คือ....คือ..... (จะต้องตื่นเต้นอะไรขนาดนั้น)


Nasi Padang


หรือเราตื่นเต้นไปคนเดียว ก็ก่อนมาได้ข้อมูลมาว่า ที่อินโด เค้ากินข้าวด้วยมือกันนะ นี่อยู่มา 4 คืนละ มีช้อนส้อม (มีด ในบางมื้อ) ครบถ้วนเลย มันยังไม่ถึงอินโดจริงๆ นี่นา

มื้อสุดท้าย ทัวร์ก็เลยจัดให้ซะเลย

Nasi แปลว่า ข้าว Padang เป็นชื่อเมืองหลวงของเขต West Sumatra อยู่ลงไปทางใต้จากเมดานซึ่งเป็น North Sumatra และติดทะเลทางทิศตะวันตก

Padang เป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญบนเกาะสุมาตรา เป็นข้าวคุณภาพดีที่สุด Nasi Padang มีชื่อเสียงเลยทีเดียว ร้านที่เราไปกินชื่อ Simpang Tiga ร้านเค้าทำที่ล้างมือให้อย่างดี สะอาดสะอ้าน เราก็เลยคิดว่า เค้าเตรียมให้ขนาดนี้ ก็ต้องลองใช้มือกันหน่อยแล้วหล่ะ




ข้าวสวย เสิร์ฟมาในกระบุง รองด้วยใบตอง หอมกลิ่นใบตอง ทีเดียว กับข้าวของเรา มีไก่ทอด ปลาทอด แกงปลา แกงผัก ผัดพริกเครื่องในไก่ ล้างมือเรียบร้อยก็ลุยเลย!




ร้านสาขาที่เราไปกิน อยู่เมือง Perbaungun ทางทิศตะวันออกของเมืองเมดาน กินเสร็จก็ได้เวลาไปสนามบิน บ๊ายบายอินโดนีเซียทันที

ลงที่สนามบินปีนัง ก็นั่งรถบัสกลับเข้าหาดใหญ่ ไปแวะกินข้าวเย็นรสชาติไทยๆ ที่เมืองเล็กๆ ติดชายแดนฝั่งมาเลเซีย ผ่านเข้าไทยทางด่านนอก อ.สะเดา จ.สงขลา

สวัสดี 3G ที่รัก เราไม่ได้เจอกันนานพอดูเลย ทุกคนบนรถดูมีความสุขที่ได้กลับมาเจอ 3G เมืองไทยเสียที ระหว่างการท่องเที่ยว อาศัยได้แค่ wifi ตามสถานที่ใหญ่ๆ อย่าง โรงแรม ร้านอาหาร ในอินโดนีเซียเท่านั้น แถมในบราสตากีกับปาราปัต wifi มีแค่ใน lobby เท่านั้น ไม่มีในห้องพัก เราก็เลยเห็นกลุ่มคนไทย ยืน นั่ง ก้มๆ กดๆ อยู่แถวหน้า lobby โรงแรม กันเป็นกระจุกๆ ทุกคนดูมีความพยายามที่จะเชื่อมต่อกับคนที่เมืองไทยซะจริง ที่ตลกคือหลังอาหารมื้อนึง ทุกคนกินเสร็จ ก็รอๆ การเข้าห้องน้ำกัน ตอนนั้นพอดีมีกรุ๊ปเรากรุ๊ปเดียว พนักงานร้านคงงง พวกแกกินเสร็จแล้วก็ออกมานั่งเล่นมือถือกันโดยพร้อมเพรียงขนาดนี้เลยหรอ คือ มันตลกดี คนราว 30 คน นั่งเล่นมือถือกันหน้าร้านอาหาร

ทั้งหมดทั้งมวล คือ บันทึกการเดินทาง ออกไปรู้จักเพื่อนบ้าน เป็นการต้อนรับ AEC ที่เข้าท่าดีนะคะ

ขอบคุณสำหรับการติดตามค่ะ


Saturday, May 17, 2014

Painting is all around


ในเมืองไทย การพ่นสีบนกำแพงดูจะมีภาพลักษณ์ที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ การพ่นกำแพงถูกมองเป็นพฤติกรรมของคนเกเรที่มักใช้พื้นที่สาธารณะประกาศศักดาความยิ่งใหญ่ของสถาบันการศึกษา ซึ่งสำหรับเราก็ไม่รู้สึกว่ามันได้ผลตรงไหน นอกจากจะทำให้คนรังเกียจซะมากกว่า ต่อมามีกลุ่มคนที่คิดดีขึ้นมาหน่อย รับวัฒนธรรมการสร้างศิลปะบนกำแพงจำพวกที่เรียกว่า graffiti (กราฟิตี้) เข้ามา ทำให้ความเป็นศิลปะในผลงานเหล่านั้น ดูมีทิศทางขึ้น แต่ก็ยังเป็นที่นิยมในกลุ่มเฉพาะอยู่

บนเกาะปีนัง เกาะเล็กๆ ที่เหมือนจะไม่มี landmark อะไรไว้โปรโมต นำเอาศิลปะบนผนังมาเป็นจุดขาย เชิญชวนให้นักท่องเที่ยวเดิน (หรือจะปั่นจักรยานก็ตามศรัทธา) เพื่อค้นหางานศิลปะที่หลบซ่อนอยู่ตามกำแพงบ้าน ตอนเราไปเที่ยวเกาะปีนัง ใช้วิธีหา app ท่องเที่ยวบน smartphone แล้วก็ไปเจอกับ app อันหนึ่ง ที่แนะนำเกี่ยวกับภาพวาดบนกำแพง ดูน่าสนใจดี ระยะทางก็พอเดินได้ น่าจะใช้เวลาประมาณครึ่งวัน แต่ใครจะไปนึกว่าหายากนะเนี่ย เกือบเดินเลยซอยที่มีรูปบรู๊ซ ลี เตะแมวเหมียวซะแล้ว มาเอะใจตอนเห็นคนที่ดูเป็นนักท่องเที่ยวเดินออกมาจากซอยนั้น หนีหน่าวนะเฮีย! ดีใจที่ได้เจอ




เสน่ห์ของการเดินเล่น แบบสบายๆ นี่แหละ ที่ทำให้เราชอบปีนัง คือเมืองเค้าไม่ได้ใหญ่ ไม่ได้ซับซ้อน วุ่นวายเกินไป ไว้เราจะนั่งรถไฟไปหาคุณอีกนะ

จากปีนัง เราขึ้นเครื่องบินไปเกาะสุมาตรา (Sumatra) ประเทศอินโดนิเซีย จุดหมายของเราคือสนามบิน กัวลานามู (Kualanamu International Airport) ของเมืองเมดาน (Medan) 

เกาะสุมาตราดูตามแผนที่ เกาะนี้คืออยู่ใกล้แหลมมลายูมากที่สุด คือใกล้ไทยมากที่สุดแล้ว เราขึ้นเครื่องบินจากปีนังไปกัวลานามูแค่ข้ามช่องแคบมะละกาแค่นั้นเอง เรียกได้ว่าเป็นเที่ยวบินที่สั้นที่สุดในชีวิต เครื่องขึ้น แอร์รีบแจกใบเข้าเมือง นั่งยังไม่ทันง่วง อ้าว ประกาศให้เตรียมตัวแลนดิ้งแล้ว




สิ่งหนึ่งที่เราสังเกตเห็นและประทับใจในอินโดนีเซียคือการทำผนังบ้านเป็นป้ายโฆษณาแบบสุดอาร์ต คือในไทยตอนนี้สิ่งที่ครองตลาดคงจะเป็นป้ายโฆษณาแบบพิมพ์ดิจิตอล ป้ายไวนิล แบบที่สีสันสวยงาม ภาพคมชัดมาก และใหญ่โตเกะกะบดบังทัศนียภาพสวยๆ ของท้องฟ้าไปหมด ถ้าจะให้ประกวดว่าประเทศไทยมีอะไรมากเนี่ย ขอส่งป้ายเข้าประกวด เป็นประเทศที่ติดป้าย (อะไรนักหนา) มากที่สุดในโลก ในมุมมองของเรา มันเยอะจนรก สำหรับที่อินโดนีเซีย ในเมืองเมดาน และตามเส้นทางขึ้นไป Lake Toba สิ่งที่สังเกตเห็นคือ เค้าระบายสีผนังบ้านทั้งด้านทำเป็นโฆษณา



ป้ายพวกนี้รู้สึกว่าจะได้รับความนิยมในกลุ่มบริษัทโทรคมนาคม เพราะเห็นมักจะมีเครื่องหมาย 3G ประกอบกับโลโก้ social media จำพวก Facebook, Youtube เหมือนจะสื่อว่า 3G ของบริษัทเค้าเล่น social media ได้ สัญญาณแรง ชัดแจ๋ว อะไรทำนองนั้น

มันดูเป็นศิลปะดี เราให้ผ่าน!! คือเราเป็นเด็กที่โตมาในยุคป้ายวาดใช้ฝีมือคน ที่ชอบและจำได้ดีคือป้ายโฆษณาภาพยนตร์เข้าใหม่ที่จะติดตามสี่แยกไฟแดงต่างๆ คือไม่ใช่แค่เขียนตัวอักษรนะว่าหนัง เรื่องนี้ เรื่องนั้น เข้าฉายแล้ววันนี้ ที่ ไดอาน่า หรือ โรบินสัน แต่เค้าวาดภาพเหมือนใบปิดภาพยนตร์ด้วย บางอันนี่ใหญ่บิ๊กเบิ้ม แบบเห็นไปไกล 100 เมตร ได้ จำได้ว่าตอนไททานิคเข้าฉาย มีภาพแจ๊คกับโรสโต้ลมอยู่หัวเรือไททานิค เราชอบป้ายวาดแบบนั้น มันเป็นผลงานที่มีความทุ่มเท หยาดเหงื่ออยู่ในนั้น ไม่ใช่วาดกันง่ายๆ นะเราว่า ใช้เวลานานกว่าปัจจุบันมาก ที่แค่สั่งคอมพิวเตอร์ ภาพก็ออกมาสวยสดใส คมชัดแล้ว อันนี้แบบกว่าจะเสร็จสักภาพนึงต้องลงแรงไปเยอะ ซึ่งจริงๆ หน้าก็ไม่เหมือนลีโอนาโด เท่าไหร่หรอก  คือวาดออกมาดูแก่เชียว แต่มันก็เป็น local culture ดี เห็นแล้วก็เออ นี่แหละ ชั้นเติบโตมากับการดูหน้า    ลีโอนาโดแบบแก่ๆ 55555

เดี๋ยวนี้ วัฒนธรรมนี้เริ่มหาย อย่างที่บอก ทำป้ายไวนิลมันเร็วกว่า ได้ภาพที่เหมือนจริงกว่าอีกต่างหาก แต่พอเราไปเห็นผนังโฆษณาที่อินโดนีเซีย ทำให้เรานึกถึงอดีตสมัยเด็กๆ ประเทศเค้าอาจจะอยู่หลังประเทศไทย ในเรื่องการพัฒนาประเทศ แต่ความด้อยๆ พัฒนามันก็มีเสน่ห์ในตัวของมันเอง แบบนี้บ้านเราเคยมีนี่ แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว อย่างไรบ้าง การไปเที่ยวทำให้เราฉุกคิดเรื่องสิ่งละอันพันละน้อยเหล่านี้

ว่าแต่ว่า ไม่ได้ทดลองใช้ 3G ประเทศเค้า ไม่รู้ว่าจะดีกว่า-ด้อยกว่า บ้านเรายังไงบ้าง