Monday, May 19, 2014

First Step in Medan


การเดินทางชุด Indonesia นี้ เราเปลี่ยนจาก backpacker มาเป็นลูกทัวร์คนหนึ่งในคณะอาจารย์-นักศึกษา ที่มาทัศนศึกษา ตอนแรกที่รู้ว่าเค้าจะจัดทัศนศึกษาไปเกาะสุมาตรา เรารีบขอสมัครมาด้วยเลย Indonesia เป็นประเทศที่อยู่ใกล้ไทยมาก แต่เป็นประเทศที่เรารู้ข้อมูลเกี่ยวกับเค้าน้อยมาก นี่แหละเหตุผลที่เราอยากมา Indonesia พอมาแล้วก็ไม่ผิดหวังนะ ได้เปิดหูเปิดตาหลายๆ อย่างทีเดียว

อินโดนีเซียเป็นประเทศแบบหมู่เกาะ การเดินทางที่สะดวกที่สุดคือเครื่องบิน จุดหมายของเราคือสนามบิน กัวลานามู (Kualanamu International Airport) ของเมืองเมดาน (Medan) บนเกาะสุมาตรา (Sumatra)

ข้อมูลแรกที่ได้รับคือ เมดานเป็นเมืองใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศอินโดนีเซีย รองจาก จาการ์ตา (Jakarta) เมืองหลวง กับ เมืองสุราบายา (Surabaya) ซึ่งอีก 2 เมืองนั้นอยู่บนเกาะชวา เท่ากับว่าในเกาะสุมาตราแล้ว เมดานนี่แหละ ผู้คนอาศัยอยู่มากที่สุด เราเลยวาดภาพไว้ว่า มันคงต้องวุ่นวายแบบฉบับของสังคมเมือง บวกกับความกำลังพัฒนาตามแบบเมืองต่างๆ ในแถบอาเซียน แน่นอน

และแล้วความจริงก็ปรากฏ คนขับรถทัวร์ของคณะเดินทางชื่อ โดดี้ แล้วก็ผู้ช่วยชื่อ แบมแบง ภาพการจราจรในเมืองเมดาน พูดง่ายๆ คือ ถ้าไม่ใช่คนท้องถิ่น และมั่นใจในฝีมือตัวเอง คงไม่กล้าขับเป็นแน่ คือมอเตอร์ไซค์เยอะมากๆๆๆๆๆๆ (ไม่กล้าบอกว่ามากหรือน้อยกว่าโฮจิมินห์ของเวียดนามเพราะยังไม่เคยไป แต่มันเยอะมากๆๆๆๆๆๆๆ นั่นแหละ) และแน่นอนว่า มอเตอร์ไซค์ (และรถยนต์) ไม่เคยหยุดให้ทางกันแบบใจดีๆ คือถ้าพี่ไม่ยื่นหน้าจนอีกทางเค้าไปไม่ได้ รถมันก็จะมาจากไหนก็ไม่รู้เรื่อยๆ แล้วทางเราก็จะไม่ได้ไปนั่นแหละ

ถนนในเมืองเมดาน ส่วนใหญ่เป็น 4 เลน ฝั่งละ 2 เลน แล้วทีนี้รถทัวร์ ถ้าจะกลับรถ มันไม่พ้นใช่ไหม คือจนรถทัวร์ยื่นหน้าไป 1 เลน รถยนต์อีกฝั่งต้องหยุดละ มอเตอร์ไซค์ยังไม่หยุดจ้า พรืดตัดหน้ารถทัวร์นั่นแหละ ผู้โดยสารคนไทยบนรถนี่ เสียวไปตามๆ กัน พอด้านหน้าโอเคแล้ว รถทัวร์จะต้องถอยหลังเพื่อให้กลับรถให้พ้นด้วย ด้านหลังก็ไม่หยุดรถเหมือนกันจ้า พวกนั่งหลังรถ ก็วี้ดว้ายขึ้นมา คือลุ้นไปทุกครั้งเลย

เวลาข้ามถนนก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน พอดีว่าทัวร์จะพาไปกินอาหารกลางวันที่ร้านหนึ่ง แต่เค้ากำลังทำทางเข้าใหม่อยู่ รถก็เลยเข้าไปส่งไม่ได้ คุณไกด์พาเดินข้ามถนนเลยจ้า เค้าสอนว่า วิธีข้ามถนนก็คือ ให้ยกมือด้านที่รถจะมาเหมือนแบบขอให้หยุด แล้วก็ภาวนาให้รถหยุดให้ เท่านั้นแหละ (อะไรจะธรรมดาสามัญขนาดนั้น) แล้วปกติเค้าคงจะข้ามกันครั้งละไม่กี่คนใช่ไหม แต่กลุ่มของเรานี่ จัดมาเต็มเกือบ 40 คน ชาวเมดานถึงกับมองว่า พวกเอ็งนี่ใครกัน มาทำอะไรกัน และสงสัยเพราะความสงสัยนี่แหละ รถเค้าเลยหยุดให้พวกเรา

Terima Kasih ค่ะ

มันก็เป็นประสบการณ์อย่างหนึ่งที่เราไม่เคยเจอ แต่ให้ไปเจอบ่อยๆ ก็ไม่ไหวเนาะ หัวใจจะวาย และขออภัยที่ช่วงนี้ไม่มีภาพหรือคลิปประกอบนะ คือตอนนั้น ขอตั้งสมาธิกับสิ่งตรงหน้าก่อนค่ะ ของอย่างนี้ต้องลองค่ะ

ภาพนี้คือหน้าโรงเรียนแห่งหนึ่งในเมดาน เด็กๆ ใส่เสื้อสีแดงกันหมดเลย น่ารักดี




ภาพนี้สามล้อเครื่อง ดูเก๋ไก๋ทีเดียว



ระหว่างทางผ่านตลาดสดยามเช้า ขายกันแบกะดินทีเดียว ลุงหลาดหรือชื่อจริงคือคุณลุงฉลาด (ไกด์คนไทย) บอกว่า จากประสบการณ์ ลูกทัวร์ชาวญี่ปุ่นจะชอบมาเที่ยวตลาดท้องถิ่น แบบตลาดสดมากกว่าชาติอื่นๆ คือเค้าจะสนใจอยากรู้ว่าตลาดท้องถิ่นแบบนี้จะขายอะไร เป็นยังไง

เมดานมีคลองน้ำเน่า!!



สุดท้ายบ่ายสี่โมงกว่าแล้ว เราก็ออกเดินทางจากเมดาน สิ่งสุดท้ายที่ได้พบปะสำหรับเมืองเมดานนี้คือ rush hour ช่วงเย็นค่ะ ถามว่ารถติดมากไหม ก็ไม่แน่ใจค่ะ เอาเป็นว่าหลับไปตั้งแต่รถติดนั่นแหละ ตื่นมาอีกที ข้างนอกเป็นทุ่งนาป่าเขาเสียแล้ว

อากาศที่เมดานจัดว่าเหมือนๆ ภาคใต้ของไทย แต่ฝุ่นควันมากกว่า เอาเป็นว่าร้อนเหงื่อออกนี่แหละ 1 คืนที่นี่ เรายังไม่ทันได้รู้จักกันดีพอ แต่เราก็ต้องจากเธอไปก่อน ขอเราลงใต้ไปตามหาอากาศหนาว และหมอกสวยๆ ก่อนนะ เออ ฟังดูงงดีไหม ลงใต้นะ แต่หนาว ทำไมน่ะหรอ โปรดติดตามตอนต่อไป



Saturday, May 17, 2014

Painting is all around


ในเมืองไทย การพ่นสีบนกำแพงดูจะมีภาพลักษณ์ที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ การพ่นกำแพงถูกมองเป็นพฤติกรรมของคนเกเรที่มักใช้พื้นที่สาธารณะประกาศศักดาความยิ่งใหญ่ของสถาบันการศึกษา ซึ่งสำหรับเราก็ไม่รู้สึกว่ามันได้ผลตรงไหน นอกจากจะทำให้คนรังเกียจซะมากกว่า ต่อมามีกลุ่มคนที่คิดดีขึ้นมาหน่อย รับวัฒนธรรมการสร้างศิลปะบนกำแพงจำพวกที่เรียกว่า graffiti (กราฟิตี้) เข้ามา ทำให้ความเป็นศิลปะในผลงานเหล่านั้น ดูมีทิศทางขึ้น แต่ก็ยังเป็นที่นิยมในกลุ่มเฉพาะอยู่

บนเกาะปีนัง เกาะเล็กๆ ที่เหมือนจะไม่มี landmark อะไรไว้โปรโมต นำเอาศิลปะบนผนังมาเป็นจุดขาย เชิญชวนให้นักท่องเที่ยวเดิน (หรือจะปั่นจักรยานก็ตามศรัทธา) เพื่อค้นหางานศิลปะที่หลบซ่อนอยู่ตามกำแพงบ้าน ตอนเราไปเที่ยวเกาะปีนัง ใช้วิธีหา app ท่องเที่ยวบน smartphone แล้วก็ไปเจอกับ app อันหนึ่ง ที่แนะนำเกี่ยวกับภาพวาดบนกำแพง ดูน่าสนใจดี ระยะทางก็พอเดินได้ น่าจะใช้เวลาประมาณครึ่งวัน แต่ใครจะไปนึกว่าหายากนะเนี่ย เกือบเดินเลยซอยที่มีรูปบรู๊ซ ลี เตะแมวเหมียวซะแล้ว มาเอะใจตอนเห็นคนที่ดูเป็นนักท่องเที่ยวเดินออกมาจากซอยนั้น หนีหน่าวนะเฮีย! ดีใจที่ได้เจอ




เสน่ห์ของการเดินเล่น แบบสบายๆ นี่แหละ ที่ทำให้เราชอบปีนัง คือเมืองเค้าไม่ได้ใหญ่ ไม่ได้ซับซ้อน วุ่นวายเกินไป ไว้เราจะนั่งรถไฟไปหาคุณอีกนะ

จากปีนัง เราขึ้นเครื่องบินไปเกาะสุมาตรา (Sumatra) ประเทศอินโดนิเซีย จุดหมายของเราคือสนามบิน กัวลานามู (Kualanamu International Airport) ของเมืองเมดาน (Medan) 

เกาะสุมาตราดูตามแผนที่ เกาะนี้คืออยู่ใกล้แหลมมลายูมากที่สุด คือใกล้ไทยมากที่สุดแล้ว เราขึ้นเครื่องบินจากปีนังไปกัวลานามูแค่ข้ามช่องแคบมะละกาแค่นั้นเอง เรียกได้ว่าเป็นเที่ยวบินที่สั้นที่สุดในชีวิต เครื่องขึ้น แอร์รีบแจกใบเข้าเมือง นั่งยังไม่ทันง่วง อ้าว ประกาศให้เตรียมตัวแลนดิ้งแล้ว




สิ่งหนึ่งที่เราสังเกตเห็นและประทับใจในอินโดนีเซียคือการทำผนังบ้านเป็นป้ายโฆษณาแบบสุดอาร์ต คือในไทยตอนนี้สิ่งที่ครองตลาดคงจะเป็นป้ายโฆษณาแบบพิมพ์ดิจิตอล ป้ายไวนิล แบบที่สีสันสวยงาม ภาพคมชัดมาก และใหญ่โตเกะกะบดบังทัศนียภาพสวยๆ ของท้องฟ้าไปหมด ถ้าจะให้ประกวดว่าประเทศไทยมีอะไรมากเนี่ย ขอส่งป้ายเข้าประกวด เป็นประเทศที่ติดป้าย (อะไรนักหนา) มากที่สุดในโลก ในมุมมองของเรา มันเยอะจนรก สำหรับที่อินโดนีเซีย ในเมืองเมดาน และตามเส้นทางขึ้นไป Lake Toba สิ่งที่สังเกตเห็นคือ เค้าระบายสีผนังบ้านทั้งด้านทำเป็นโฆษณา



ป้ายพวกนี้รู้สึกว่าจะได้รับความนิยมในกลุ่มบริษัทโทรคมนาคม เพราะเห็นมักจะมีเครื่องหมาย 3G ประกอบกับโลโก้ social media จำพวก Facebook, Youtube เหมือนจะสื่อว่า 3G ของบริษัทเค้าเล่น social media ได้ สัญญาณแรง ชัดแจ๋ว อะไรทำนองนั้น

มันดูเป็นศิลปะดี เราให้ผ่าน!! คือเราเป็นเด็กที่โตมาในยุคป้ายวาดใช้ฝีมือคน ที่ชอบและจำได้ดีคือป้ายโฆษณาภาพยนตร์เข้าใหม่ที่จะติดตามสี่แยกไฟแดงต่างๆ คือไม่ใช่แค่เขียนตัวอักษรนะว่าหนัง เรื่องนี้ เรื่องนั้น เข้าฉายแล้ววันนี้ ที่ ไดอาน่า หรือ โรบินสัน แต่เค้าวาดภาพเหมือนใบปิดภาพยนตร์ด้วย บางอันนี่ใหญ่บิ๊กเบิ้ม แบบเห็นไปไกล 100 เมตร ได้ จำได้ว่าตอนไททานิคเข้าฉาย มีภาพแจ๊คกับโรสโต้ลมอยู่หัวเรือไททานิค เราชอบป้ายวาดแบบนั้น มันเป็นผลงานที่มีความทุ่มเท หยาดเหงื่ออยู่ในนั้น ไม่ใช่วาดกันง่ายๆ นะเราว่า ใช้เวลานานกว่าปัจจุบันมาก ที่แค่สั่งคอมพิวเตอร์ ภาพก็ออกมาสวยสดใส คมชัดแล้ว อันนี้แบบกว่าจะเสร็จสักภาพนึงต้องลงแรงไปเยอะ ซึ่งจริงๆ หน้าก็ไม่เหมือนลีโอนาโด เท่าไหร่หรอก  คือวาดออกมาดูแก่เชียว แต่มันก็เป็น local culture ดี เห็นแล้วก็เออ นี่แหละ ชั้นเติบโตมากับการดูหน้า    ลีโอนาโดแบบแก่ๆ 55555

เดี๋ยวนี้ วัฒนธรรมนี้เริ่มหาย อย่างที่บอก ทำป้ายไวนิลมันเร็วกว่า ได้ภาพที่เหมือนจริงกว่าอีกต่างหาก แต่พอเราไปเห็นผนังโฆษณาที่อินโดนีเซีย ทำให้เรานึกถึงอดีตสมัยเด็กๆ ประเทศเค้าอาจจะอยู่หลังประเทศไทย ในเรื่องการพัฒนาประเทศ แต่ความด้อยๆ พัฒนามันก็มีเสน่ห์ในตัวของมันเอง แบบนี้บ้านเราเคยมีนี่ แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว อย่างไรบ้าง การไปเที่ยวทำให้เราฉุกคิดเรื่องสิ่งละอันพันละน้อยเหล่านี้

ว่าแต่ว่า ไม่ได้ทดลองใช้ 3G ประเทศเค้า ไม่รู้ว่าจะดีกว่า-ด้อยกว่า บ้านเรายังไงบ้าง


Friday, May 16, 2014

ลอดช่องสิงคโปร์-ลอดช่องมาเลเซีย-ลอดช่องไทย


หัวข้ออะไรของแก๊.....หลายคนอาจจะถาม วันนี้เราจะมาไขปริศนาลอดช่องกันๆๆๆๆ


เราอ่านเจอมาว่าสิ่งที่คนไทยเรียกว่าลอดช่องสิงคโปร์นั้น มันไม่มีในสิงคโปร์ อารมณ์เดียวกับขนมจีนไม่มีในจีน (เพราะมันเพี้ยนเสียงมาจากภาษามอญ – ขนมจีนเป็นอาหารมอญ จึงไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับประเทศจีนหรือคนจีน) ข้าวผัดอเมริกันที่ไม่มีในอเมริกา (เพราะคิดขึ้นโดยคนไทย) โอเค ก็เข้าใจแบบนั้นมาตลอด


ต่อมา มีข้อมูลบอกว่า ที่เรียกว่าลอดช่องสิงคโปร์ ดั้งเดิมคือเป็นร้านขายลอดช่องแบบนั้นแหละ ตัวเส้นเขียวๆ ยาวๆ น้ำกะทิใสๆ กินกับน้ำแข็งไส อยู่แถวๆ เยาวราช อยู่ใกล้กับโรงหนังสิงคโปร์ ได้รับความนิยมมาก คนก็เลยเรียกว่าลอดช่องโรงหนังสิงคโปร์ จนกลายมาเป็นลอดช่องสิงคโปร์ ซึ่งก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเทศสิงคโปร์แต่อย่างใด


แต่ว่า มันมีสิ่งที่เรียกว่าลอดช่องไทยด้วยหนิ แบบที่ตัวจะสั้นๆ คล้ายๆ ลูกน้ำยุง สีจะเขียวแบบอี๋ๆ เลย มักกินกับแตงไทย เผือก ข้าวโพด แล้วเรารู้สึกว่าลอดช่องแบบนี้มันไม่เหมือนกับลอดช่องสิงคโปร์แบบที่มาจากลอดช่องโรงหนังสิงคโปร์นะ แสดงว่าสูตรลอดช่องสิงคโปร์นี่ ต้องไม่ใช่แบบเดียวกับลอดช่องไทย (เขียวอี๋) แล้วหล่ะ


เราเคยมีประสบการณ์ทำลอดช่องไทย (เขียวอี๋) – ผู้อ่านอาจจะสงสัย มันจะเขียวอี๋ทำไมทุกครั้ง (วะ) คือ เรากลัวสับสน ถ้าบอกว่าลอดช่อง แม้จะมีคำว่าไทย บางคนจะนึกออกแต่แบบลอดช่องสิงคโปร์ ก็เลยบอกเพื่อให้ภาพมันชัดขึ้น หรือทำให้ผู้อ่านงง หรือเรางงของเราเอง ... พอเถอะ ยิ่งเขียนยิ่งเลอะเทอะ เอาเป็นว่ามันมี 2 แบบนะ ต่างกันนะ ไปดูกันว่าลอดช่องไทย ทำอย่างไร


ลอดช่องไทยสูตรชาวบ้านที่อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว ที่เขียวอี๋คือทำจากใบเตย เอาใบเตยมาตำในครกไม้ใหญ่ๆ ใหญ่ยังกะครกตำข้าวประมาณนั้นเลย พอได้เป็นน้ำๆ ก็เอาไปใส่หม้อที่ตั้งไฟเพื่อผสมกับแป้ง (ซึ่งจำไม่ได้ว่าแป้งอะไร แป้งข้าวเจ้านี่แหละมั้ง คิดว่า) แล้วก็ออกแรงกวน หรือ คน จนมันเข้าเป็นเนื้อเดียว อย่างเหนียวเลยนะ เสร็จแล้วก็ยกลงเอาไปใส่กระป๋องที่มีรูที่ก้น ทำเป็นตัวลอดช่อง หยอดลงไปในน้ำเปล่าธรรมดาๆ นี่แหละ ก็เสร็จแล้วตัวลอดช่อง ส่วนกะทิก็ขูดมะพร้าวเอง คั้นเอาน้ำที่หนึ่งกับน้ำที่สอง เอาน้ำกะทิไปต้ม ใส่ใบเตยลงไปด้วยเพื่อให้มีกลิ่นหอม ตักตัวลอดช่องมา ตักน้ำกะทิราด ใส่น้ำแข็งเล็กน้อย หวานเย็นชื่นใจดี สนุกด้วยนะทำเอง รู้สึกแบบกว่าจะได้กิน เหนื่อยมากอ่ะ มะพร้าวยังปอกเอง ขูดเอง ลอดช่องก็ทำเอง เหนี่อยแบบไม่อร่อยก็ต้องอร่อยละ ไม่ใช่สิ! มันอร่อยจริงๆๆๆๆๆ เชื่อเถอะ


ลอดช่องไทยก็ได้ทำ ลอดช่องสิงคโปร์ก็เคยกิน (ในเมืองไทย) ตอนไปเที่ยวสิงคโปร์กลับไม่เจอที่ไหนขายลอดช่องสิงคโปร์ (จริงๆ อาจเป็นเพราะเราอาจจะไปไม่ถูกจุดเองก็ได้) พอครั้งนี้จะไปเที่ยวปีนัง หาข้อมูลที่พักอยู่ดีๆ ไปเจอรีวิวคนที่ไปกินลอดช่องสิงคโปร์-มาเลย์ (ก็มันขายที่มาเลเซีย จะเรียกลอดช่องสิงคโปร์ก็เลยตะหงิดๆ ใจ เรียกแบบเหมารวมไปก่อนละกันนะ) อ้าว ชุดความรู้ถูกโต้แย้งแล้ว ไหนว่าที่สิงค์โปร์ไม่มีลอดช่องสิงคโปร์ แล้วเค้าเล่าว่ามันเป็นขนมหวานของคนจีนแถบมาเลเซีย-สิงคโปร์นี่แหละ แบบนี้ต้องไปพิสูจน์


โรงแรมที่พักอยู่ใกล้ร้านลอดช่องมาก นี่พอเข้าที่พัก อาบน้ำแล้วออกมาเที่ยวเล่น ไปร้านลอดช่องเป็นอย่างแรกเลยค่ะ


ซอยทางไปร้านลอดช่องมีป้ายของ CNN-GO ด้วย โห...โด่งดังขนาดนั้นเชียว ซึ่งก็จริง คือเลี้ยวเข้าซอยไปก็เห็นกลุ่มคนยืนมุงกันอยู่ตรงจุดๆ นึง อยู่ลิบๆ แบบฉันมาถูกที่แล้วหล่ะ เดินเข้าไปจนถึงหน้าร้าน คือที่เรียกว่าร้าน แต่อย่านึกภาพแบบบ้านห้องแถว มีโต๊ะนั่ง มีแปะขายของนะ มันเป็นรถเข็น 1 คัน แค่นั้นเลยจ้า คนจะกินที่ร้านก็ยืนกิน ไม่งั้นก็สั่งแบบกลับบ้านเค้าก็ใส่ถุงให้ ก็ยืนๆ มุงๆ กินๆ ดูคนอื่นกิน ดูอาตี๋ตักลอดช่องด้วยความเร็วแสง พร้อมสั่งงานลูกน้องเป็นภาษามาเลย์ แล้วหันมารับออเดอร์จากอาอึ๊มเป็นภาษาจีน สลับไป speak English กับลูกค้าชาติอื่นๆ แล้วก็พูดจีนกับลูกน้องอีกคน โว๊ะ นาย productive มากๆๆๆๆ ข้าน้อยนับถือๆๆ






ลอดช่องที่ปีนัง ถูกเรียกว่า Chendul ลองชิมแล้วก็เออ..มันคือลอดช่องสิงคโปร์แบบที่พี่ไทยเรียกนี่เอง แสดงว่ามันเป็นขนมที่มาจากคนจีนสิ อย่างที่ขายหน้าโรงหนังสิงคโปร์ก็คงมีที่มาจากคนจีน ไม่ใช่กำเนิดขึ้นในไทยแบบแท้ๆ สิ่งที่ต่างกัน Chendul ที่นี่ นอกจากตัวลอดช่องแล้ว ยังใส่ถั่วแดงต้มหวานๆ แบบที่คล้ายๆ ถั่วแดงในขนมญี่ปุ่นแบบนั้น กับน้ำตาลสีน้ำตาลๆ แบบที่ใส่ในเฉาก๊วย ลงไปด้วย



อาหารอย่างแรกบนเกาะปีนัง Chendul – ลอดช่องสิงคโปร์ในมาเลเซีย ได้ตอบคำถามเราแล้วว่า ลอดช่องน่าจะเป็นวัฒนธรรมร่วมของผู้คนในภูมิภาคนี้ คือแต่ละที่อาจจะมีส่วนผสมที่แตกต่างกันไปตามรสนิยม แต่หลักการค่อนข้างเหมือนกัน คือเป็นขนมทำจากแป้ง ราดน้ำกะทิ ใส่น้ำแข็ง ขีดเส้นใต้ห้าเส้นสำหรับคำว่า ใส่น้ำแข็ง เราว่าการได้กินอะไรเย็นๆ หวานๆ ในยามที่อากาศร้อน น่าจะเป็นวิธีคลายร้อนที่ผู้คนในภูมิภาคนี้รู้จักและทำกันมาเป็นเวลานานแล้ว


สรุปได้ว่า ที่ไทยเรียกลอดช่องแบบหนึ่งว่าลอดช่องสิงคโปร์ ก็คงมีที่มาจากชื่อสถานที่นั่นแหละ เพียงแต่ว่าเจ้าขนมชนิดนี้มันมีบนเกาะปีนังด้วย เราเลยอนุมานว่า มันต้องมี Chendul (ลอดช่องสิงคโปร์) ในสิงคโปร์ บ้างสิ เพราะคนจีนในมาเลเซียน่าจะมีความใกล้ชิดกับคนจีนในสิงคโปร์มากพอสมควร พอลอง google ดูเท่านั้นแหละ ว้าว!!! มีจริงๆ ด้วย เพียงแต่บางที่เค้าสะกดว่า Cendol เท่านั้นเอง ไว้ถ้าได้ไปสิงคโปร์จะไปลองชิมลอดช่องสิงคโปร์ในสิงคโปร์ดูสักที แต่ว่าถ้าใครได้มาเที่ยวปีนัง เราก็แนะนำให้ไปหาอาตี๋ร้าน Chendul รถเข็น นะ แค่ดูๆ การทำงานเค้าก็เพลินละ



ป.ล. ร้าน Chendul ดังกล่าว ยืนยันความอร่อยได้จาก ขนาดอาบังท้องถิ่น (คนเชื้อสายมาเลย์) ยังมาต่อแถวซื้อกลับบ้านไปกินเลย ไม่ใช่ว่าดังแต่ในหมู่นักท่องเที่ยวอย่างเดียว

ป.ล.2 ร้านเค้าขายน้ำแข็งไสด้วยนะจ๊ะ เรียกว่า Ice Kachang ก็คล้ายๆ ลอดช่องนั่นแหละ แต่ดูจะมีเครื่องมากกว่า

ป.ล.3 ตอนหน้าจะพาไปถึงอินโดให้ได้ นี่แกยังไม่ได้เหินฟ้าข้ามน้ำไปเลย ติดอยู่ที่เรื่องของกิน

Friday, May 9, 2014

บันทึกรถไฟไทย ฉบับ รถไฟจะไปเมืองนอก


สมัยเด็ก เราคุ้นเคยกับการเดินทางด้วยรถไฟมาก เนื่องจากบ้านอยู่ใต้ การขึ้นกรุงเทพฯ ที่ปลอดภัยที่สุดในสมัยนั้น โดยเสียเงินแบบพอจ่ายได้ คือการนั่งรถไฟตู้นอนชั้นสองปรับอากาศ รถไฟจะออกจากหาดใหญ่ประมาณหกโมงครึ่ง (เย็น) และไปถึงกรุงเทพฯ ประมาณ 11 โมง (เช้า) ส่วนเที่ยวล่อง ออกจากกรุงเทพฯ ประมาณบ่ายสาม ถึงหาดใหญ่ประมาณ 7 โมงเช้ากว่าๆ ขอย้ำ เวลาที่บอกเป็นการประมาณ เนื่องจากรถไฟไทย แน่นอน คำขวัญคือ ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง การช้ากว่ากำหนดเป็นเรื่องปกติสามัญ จนเริ่มสงสัยว่าแล้วไอเวลาที่ระบุตามตั๋ว ที่ไม่เคยทำได้นั้น ใครมันเป็นคนวัด วัดเมื่อไหร่ ควรจะเปลี่ยนได้แล้วหรือยัง เฮ้อออออ..... ถอนหายใจยาวๆ หนึ่งที


ครั้งที่ช้าที่สุดนี่ยังจำได้ เป็นคราวขึ้นกรุงเทพฯ เข้าใจว่ามีอุบัติเหตุทำให้รถไฟไปไม่ได้ สว่างมาตอนเช้า ปกติจะเข้าหัวหินละ ได้กินกาแฟ ปาท่องโก๋ ครั้งนั้นตื่นมา คุณพระ!! สถานีสุราษฎร์ธานี แล้วจอดรอเคลียร์เส้นทางจนสายกว่าจะได้แล่นต่อ จำได้ว่าลงไปเดินซื้อของกินที่หน้าสถานีด้วย เงียบเหงาสุดๆ เพราะสถานีรถไฟมันไม่ได้อยู่อำเภอเมือง ถ้าจำไม่ผิดจะอยู่ในเขตอำเภอพุนพิน ซึ่งเป็นอำเภอเล็ก พอออกเดินทางได้ คราวนี้ก็ไม่มีอะไรทำสิ กลางวันด้วย จะนอนก็ไม่หลับแล้ว สรุปมาถึงกรุงเทพฯ 2 ทุ่มกว่าได้ เมื่อยแบบสุดๆ ใช้เวลาเดินทางเกิน 24 ชั่วโมงอีก!!!


ประสบการณ์กับรถไฟสายใต้นี่ มีเยอะมาก ทั้งนั่งกับพ่อแม่ กับกลุ่มเพื่อน และล่าสุดคือการตะลุยเดี่ยวไปเมืองนอกนี่แหละ สมัยเด็กๆ เคยรู้สึกว่าพี่เจ้าหน้าที่รถไฟที่จัดตู้นอนนั้น เท่มากๆๆๆๆ เค้าจะมีแท่งเหล็กอันนึง เอาไว้ไขเตียงด้านบน แล้วเค้าก็จะจัดเก้าอี้นั่งให้กลายเป็นเตียงนอน เอาฟูกมาปู มีม่านด้วย เราปลื้มมากๆๆๆๆๆ (เล่าไปเล่ามา ดูต่างจังหวัดมาก ยอมรับ ก็โตมาต่างจังหวัดนี่นา) ตอนเดินทางกับเพื่อนก็สนุกดี แต่ก็เสียงดังได้ไม่มาก พอปูเตียงแล้ว ก็เหมือนบังคับกลายๆ ให้ทุกคนเข้านอนนั่นแหละ


สำหรับบันทึกครั้งนี้ เป็นการเดินทางรถไฟครั้งล่าสุดของเรา ซึ่งเราจองตั๋วรถไฟจากกรุงเทพฯ ปลายทางสถานี Butterworth ประเทศมาเลเซีย ความเจ๋งมันอยู่ตรงที่เราจะได้นั่งรถไฟข้ามประเทศ!! ปกติคือนั่งมาใต้สุดก็แค่หาดใหญ่นั่นแหละ เคยสงสัยมาตลอดว่ารถไฟมันไปยังไงต่อ เพราะรถนอนสายใต้ 1 วัน จะมี 2 ขบวนหลักที่วิ่งถึงหาดใหญ่ ขบวนแรกออกจากกรุงเทพฯ ก่อน แต่ถึงหาดใหญ่ทีหลัง เรียกว่ารถยะลา ตัวโบกี้จะเก่ากว่า ที่นอนแคบกว่า นอนไม่สบายเท่า ดังนั้น ถ้าใครจะนั่งรถนอน แนะนำให้จองรถอีกขบวน คือ รถบัตเตอร์เวิร์ธ จะดีกว่า แพงกว่านิดเดียว แต่สบายกว่ากันเยอะ ไอเจ้ารถบัตเตอร์เวิร์ธนี่แหละ ที่อยู่ในใจเรามานานแล้ว ว่ารถมันวิ่งไปถึงมาเลเซียเลยหรอ (วะ) การเดินทางครั้งนี้จึงเกิดขึ้น อ่อ...โบกี้รถบัตเตอร์เวิร์ธเรียกอีกชื่อว่าตู้ Daewoo นะ คือมันเป็นของยี่ห้อแดวู รู้สึกว่าไทยจะไปซื้อต่อของเกาหลีมา และตู้โบกี้เหล่านั้น ก็ยังให้บริการตั้งแต่เราเด็ก จนปัจจุบัน คุณพระ!! คุ้มค่าจริงๆ


อุตส่าห์จองตั๋วตั้งแต่เนิ่นๆ กะว่าจะนอนรถบัตเตอร์เวิร์ธแบบสบายๆ พอวันเดินทางปรากฏว่า ตู้ Daewoo เสียจ้า เลยต้องเอาตู้เก่ารถยะลามาใช้แทน ฮือ น้ำตาจะไหล เมื่อยแน่ๆ ฉัน ตอนตรวจตั๋วเจ้าหน้าที่ก็เลยต้องไล่คืนเงินส่วนต่างให้ทีละคน

เอาหล่ะ เราข้ามเรื่องโชคไม่ดีไป มาเล่าเรื่องทั่วๆ ไป เผื่อเป็นประโยชน์กับคนเดินทางคนอื่นๆ ดีกว่า


รถไฟขาล่องใต้ อย่างที่บอก มันจะออกจากกรุงเทพฯ ช่วงบ่ายๆ ก็กินข้าวกลางวันมาให้เรียบร้อย สำหรับมื้อเย็น ใครหิวเร็ว ก็จัดไป นครปฐม ประมาณ 4 โมงครึ่ง อีกที่ก็ราชบุรี 5 โมงครึ่งได้ ก็มี ‘เตี๋ยว’ ราดรี ที่นับได้ว่าเป็น It’s a must. อย่างหนึ่ง คือมันมีชื่อเสียงมาก ขายมานานมาก และล่าสุดขณะที่ข้าวที่นครปฐมขายกล่องละ 40 บาทแล้ว เตี๋ยวราดรียังคงยืนหยัดขายอยู่ที่กล่องละ 10 บาท เหมือนเดิม แต่ก็สมราคาหล่ะนะ ผู้ใหญ่วัยกำลังกินก็น่าจะต้อง 2-3 กล่องนั่นแหละ สัมภาษณ์คุณป้าที่นั่งตรงข้ามกัน   ป้าบอกว่ามันไม่อร่อยเหมือนเก่าหน่ะลูก แต่ถ้าไม่เคยกิน ลองสักครั้งก็น่าสนใจมิใช่หรือ


เพชรบุรี เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยขายของแล้ว ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่ก่อนมีชมพูเพชร ขนมหวานเพชร ขึ้นมาขายบนรถกันเลย คือ ขึ้นกันตั้งแต่ราชบุรี ไปลงเพชรบุรี อะไรแบบนั้น คิดว่าน่าจะเป็นเพราะการรถไฟเก็บค่าธรรมเนียมการขึ้นมาขายของแพง ตั้ง 300 บาท แหนะ ใครจะกินขนมหม้อแกงเพชร มีเจ้าหน้าที่รถไฟมาเดินขายอยู่ บอกว่าให้สั่งกับเค้า เดี๋ยวถึงเพชรบุรีจะเอาขึ้นมาให้ แต่ไม่มีขายบนรถแล้ว


ถึงหัวหิน จะประมาณพระอาทิตย์ตก (แล้วแต่ฤดูด้วย) เป็นสถานีที่คนขึ้นเยอะพอสมควร มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอยู่บ้างเหมือนกัน พอสัก 1 ทุ่มกว่า เจ้าหน้าที่ประจำตู้ก็จะเริ่มปูเตียงให้ (จริงๆ ถ้าใครมาด้วยกัน นอนเตียงฝั่งเดียวกัน อยากให้ปูที่นอนก่อน ก็บอกเค้าได้นะคะ แต่เท่าที่สังเกต จะเริ่มไล่ปูทุกเตียงประมาณทุ่มครึ่ง)


แต่มันไม่ใช่อ่ะ ยังเร็วไปที่จะนอน โอเค ทางเลือกเดียวของคุณคือ ไปตู้เสบียงค่ะ รถไฟระยะไกลแบบนี้จะมีอยู่ 1 โบกี้ มักจะอยู่กลางๆ ขบวน ที่เป็นตู้เสบียง คือมีครัว สั่งอาหาร เครื่องดื่มได้ จริงๆ จะมีเจ้าหน้าที่มาเดินตามแต่ละโบกี้ ให้คนสั่ง เพื่อให้เสิร์ฟและกินที่ที่นั่งเราได้เลย ตรงที่นั่งจะสามารถเอาโต๊ะมาประกอบ แล้วใช้กินข้าวได้ (อเนกประสงค์ไหมหล่ะ โบกี้รถไฟ) ราคาอาหารก็แน่นอน ต้องบวกเพิ่มนิดหน่อย แต่ก็ไม่ถึงกับน่าเกลียด เทียบกับราคาอาหารในห้างในกรุงเทพฯ เดี๋ยวนี้นะ


จำได้ว่า สมัยเด็กๆ เห็นตู้เสบียงเป็นตู้ไม่มีแอร์นะ แต่ปรากฏว่า ปัจจุบัน เป็นตู้ติดแอร์ไปแล้วจ้า ส่วนครัวเค้าก็ทำมิดชิดดี ไม่มีกลิ่นรบกวนคนนั่งเท่าไหร่ ถือว่าโอเค แต่โต๊ะที่นั่งในตู้เสบียงจะมีไม่มาก อาจจะต้องไปรวมๆ กัน ก็เป็นโอกาสที่ได้พูดคุย รู้จักกับเพื่อนใหม่ซะเลย ถ้ามีชาวต่างชาติก็ได้ฝึกพูดภาษาอังกฤษไปด้วยนะ ตู้เสบียงจะปิด 5 ทุ่ม ก็นั่งชิวๆ ได้จนง่วงนั่นแหละ


เช้าสักที สรุปว่ารถไฟไปเมืองนอกของเรา ช้า 2 ชั่วโมงนะจ๊ะ ถึงหาดใหญ่นี่ 9 โมงเช้า พอดีกำลังหิว ก็ได้ข้าวเหนียวไก่ทอดของเด็ดประจำถิ่น อิ่มไป


ที่สถานีหาดใหญ่ รถไฟจะมีการตัดบางตู้ออก คือ ผู้โดยสารส่วนใหญ่ ก็ลงที่หาดใหญ่นี่แหละ เป็นเหมือนชุมทางของคนใต้ หลายคนก็นั่งรถตู้ต่อไปต่างอำเภอ หลายคนก็ลง 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพราะรถไฟจะออกจากประเทศไทยทางด่านปาดัง เบซาร์ (อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา) ไม่ผ่านปัตตานี ยะลา นราธิวาส ขบวนที่เรานั่งสรุปว่า มีแค่ 3 โบกี้ ที่จะได้ไปต่อ อ่อ มีการเปลี่ยนหัวรถจักรด้วยนะ เพิ่งมารู้ทีหลังว่า เปลี่ยนเป็นหัวรถจักรของมาเลเซีย


ออกจากสถานีหาดใหญ่ ระหว่างนั้น มีคนขึ้นมารับแลกเงินไทย-มาเลย์ ด้วย ใครไม่ได้แลกมา จะมาแลกตอนนี้เลยก็ได้ ไม่ถึงชั่วโมงก็ถึงด่านชายแดนไทย-มาเลเซียแล้ว ขั้นตอนก็คือ เมื่อรถไฟจอด ทุกคนก็ต้องนำกระเป๋าสัมภาระลงทุกคน เดินเข้าไปในตึก ต่อแถวผ่านพิธีศุลกากรของไทย ซึ่งยังคงใช้วิธีเขียนใบ Departure กับ Arrival ขนาดเราที่เป็นคนไทยก็ต้องกรอก เราว่ามันล้าสมัยเสียเหลือเกิน ปั๊มออกจากประเทศไทย ก็เดินลากกระเป๋าไปอีกฝากของอาคาร ต่อแถวผ่านพิธีศุลกากรของมาเลเซีย ยื่น passport อย่างเดียว แล้วเจ้าหน้าที่จะให้เราสแกนนิ้วชี้ทั้งสองข้าง เป็นอันเสร็จ ปั๊มตรา โอเค อยู่ในมาเลเซียได้ 30 วัน ต่อมามีโต๊ะให้เราวางกระเป๋า เจ้าหน้าที่จะให้เปิดกระเป๋า เท่าที่เราเห็นรู้สึกจะเปิดทุกใบเลย ฉะนั้นกรุณาจัดกระเป๋าดีๆ อย่าเอาเครื่องชั้นในมาไว้หน้าสุดหล่ะ มิฉะนั้น คุณอาจจะต้องอับอายได้ คุณป้าคนนึงเอามะม่วงสุกมา จะเอาไปฝากลูกชาย เห็นตอนแรกเจ้าหน้าที่จะไม่ให้เอาเข้า แต่ก็เถียงจนสำเร็จ เจ้าหน้าที่ยอม ป้าบอกทำไงได้ มะม่วงไทยอร่อยกว่าตั้งเยอะ ค่ะ..หนูไม่เถียงค่ะ จริง 100% ยิ่งมีข้าวเหนียวมูนนะคะ....โอ๊ย น้ำลายไหล เสร็จจากนั้นก็กลับขึ้นรถไฟเหมือนเดิม สิ่งที่เปลี่ยนไปมีแค่ พนักงานรถไฟของมาเลเซีย จะมาทำหน้าที่แทน มีคนตรวจตั๋ว มีเจ้าหน้าที่ประจำตู้มาขายน้ำชา กาแฟ ขนมปังปิ้ง เราไปยืนคุยกับพี่เค้าพักนึง พี่เจ้าหน้าที่รถไฟมาเลเซีย เป็นคนไทยค่ะ แล้วก็คุณน้ารถไฟไทย 2 คน ก็นั่งไปกับขบวนรถด้วย แต่ไม่ต้องทำงาน ก็เอาข้าวกลางวันมากินกัน ประมาณบ่ายโมง เวลาไทย ซึ่งเท่ากับ บ่ายสองของมาเลเซีย รถไฟก็ถึงสถานีปลายทาง เป็นอันจบประสบการณ์นั่งรถไฟไปเมืองนอกครั้งแรก ลง ณ สถานี Butterworth


เค้าบอกว่า ถ้าจะนั่งรถไฟต่อไปถึงกัวลาลัมเปอร์ หรือ สิงคโปร์ ก็ต่อรถไฟที่นี่ได้เลย น่ามาลองสักที ไว้โอกาสต่อไปค่ะ