Tuesday, May 27, 2014

Samosir Part I


การท่องเที่ยวที่ Parapat มี highlight คือ การล่องเรือชม Lake Toba ไปเที่ยวบนเกาะ Samosir

อย่างที่เคยเล่าไว้ เกาะ Samosir มีขนาดใหญ่มาก...เกือบเท่าสิงคโปร์ทั้งเกาะ แต่ว่าผู้คนที่อาศัยอยู่ก็จะอยู่แค่ตามที่ราบ ติดกับทะเล และด้วยภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูงด้านหลัง เดินทางติดต่อกันลำบาก ผู้คนก็จะแบ่งแยกเป็นเผ่าเล็กๆ ย่อยๆ มีหัวหน้าเผ่า หรือ พระราชา เป็นจุดๆ ไป

การเดินทางจาก Parapat ไปเกาะ Samosir จะมีบริการเรือเช่าเหมาลำ เรือที่นั่งไปขนาดก็ประมาณเรือเมล์ไปเกาะเสม็ดหรือเกาะสีชัง สปีดโบ๊ตก็เห็นอยู่บ้าง แต่ไม่น่าจะได้รับความนิยม เรือเป็นเรือ 2 ชั้นนะคะ ดูแล้วก็ปลอดภัยดี แต่...มันมีแต่ เราสังเกตเห็นคนขับเรือ คือ เด็กมาก...ป.5-6 ไม่เกิน ม.ต้น แน่นอน พ่อน้องเค้า (คิดว่านะ) นอนเล่นอยู่หัวเรือค่า ปล่อยให้ลูกชายขับเรือเองเลย น้องเฟี้ยวสุดอ่ะ สูบบุหรี่ด้วย นี่คงเป็นอิทธิพลของสังคมสินะ




บนเรือมีการแสดงด้วยนะ เป็นวณิพกตัวน้อย มากัน 3 คน ตัวเล็กสุดคือขำมาก ร้องไม่เป็นหรอก อาศัยดำน้ำตามพี่ๆ ไป ปรบมือเข้าจังหวะอย่างเดียว เพลงส่วนใหญ่จะมีจังหวะสนุกสนาน คึกครื้น ลุงหลาดบอกว่าเพลงที่เค้าร้องเป็นภาษาท้องถิ่นของ Batak Toba บางคำลุงก็ฟังไม่ออก แต่มีอยู่เพลงนึง ลุงหลาดรู้จัก ลุงก็แนะนำว่า เออ เพลงต่อไปจะเป็นเพลงแบบอกหักนะ สาวทิ้ง กินเหล้าแก้กลุ้ม อะไรแบบนั้น เราก็ เออๆ คงจะช้าๆ เศร้าๆ สินะ     เปล๊า....ทำนองเพลงดูคึกคักเหมือนเดิม ตกลงนี่เศร้าแล้วนะ ถ้าลุงไม่บอก ก็คงไม่รู้แน่ๆ แต่เราจำชื่อเพลงไม่ได้แล้ว ขออภัย






แบบนี้คล้ายๆ กับเพลง k-pop ของเกาหลีเลย คือมีหลายเพลงมาก ตอนแรกฟัง เออ คึกคักดีนะ ออกสเต็ปเต้นด้วย อย่างมัน พอไปดูเนื้อร้อง อ่าว...แกถูกทิ้งนี่ อกหักนะ อกหักแต่หน้าตาคนร้องยังสดใสขนาดนี้ มันใช่ไหมละนั่น อยากรู้ว่าประมาณไหน ลองฟังเพลงนี้ คือฟังอย่างเดียวไม่รู้ความหมายเนื้อร้องนี่ไม่รู้เลยว่าเศร้าอยู่

















จุดที่แวะไปเที่ยวบนเกาะ Samosir มี 2 จุด เป็นหมู่บ้าน Batak 2 เผ่าสำคัญ

หมู่บ้านแรกชื่อ อัมบาริต้า (Ambarita) ซึ่งปกครองโดยราชวงศ์ชื่อ ซีอัลลากัน (Siallagan Kingdom) ที่นี่โด่งดังในเรื่อง เป็นเผ่าที่กินเนื้อมนุษย์...โอย เอาจริง เดินเข้าไปนี่มีเสียวๆ

เผ่านี้จะมีการตัดสินโทษศัตรู เช่น เป็นสายลับเข้ามาจากเผ่าอื่น หรือ ทำความผิดอย่างข่มขืนผู้หญิงในเผ่า ก็จะถูกนำตัวมาขึ้นศาล ให้พระราชาตัดสิน ถ้าตัดสินให้ประหาร ก็จะประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน เพื่อให้ชาวบ้านตุนน้ำจืดจากทะเลสาบเอาไว้ พอถึงวันประหาร ก็จะมีพิธีกรรม ให้พ่อหมอมาขับไล่ไสยศาสตร์หรือเวทมนตร์ดำจากตัวของนักโทษก่อน (เค้าว่าถ้ามีเวทมนตร์ดำจะฆ่าไม่ตาย แทงไม่เข้า)

อ่านตอนนี้ ใครเริ่มกลัวๆ ไปเปิดเพลง ตวีตวี ปังปัง ข้างบนฟังนะ เพลงเค้าอกหัก แต่โจ๊ะๆ ดี จะได้สบายใจขึ้น (เหรอ...)

กลับมาๆ วิธีประหารก็ธรรมดา มีเพชฌฆาตฟันคอฉับ! ทีเดียวต้องขาด ไม่ขาดเพชฌฆาตก็คอขาดแทน แล้วเอาเลือดสดๆ กับเลาะหัวใจ มาให้พระราชากิน เค้าบอกว่าเป็นเครื่องหมายแสดงถึงชัยชนะต่อศัตรู เนื้อส่วนอื่นๆ ก็แบ่งกันกินไปทั้งเผ่า ส่วนที่เหลือก็โยนทิ้งน้ำ และเป็นที่มาว่าทำไมต้องกักตุนน้ำ เพราะน้ำจะดื่มกินไม่ได้เพราะโยนศพทิ้งน้ำไป

นี่คือสถานที่ประหารนักโทษ



ฮือ...เขียนเองก็หลอนเอง ไปจุดอื่นเถอะนะ

พูดถึงบ้านของชาวพื้นเมืองที่นี่ดีกว่า หน้าตาแอบคล้ายๆ บ้าน long house ในตอนก่อนๆ เลย บ้านหนึ่งหลัง อาจอยู่รวมกันหลายครอบครัวได้ (คือสามีภริยาหลายคู่อยู่บ้านหลังเดียวกัน) แต่ที่นี่มีวัฒนธรรมผัวเดียวเมียเดียวนะ ไม่สลับสับเปลี่ยน




หน้าบ้านหรือตามที่สำคัญๆ จะมีสัญลักษณ์ แสดงถึงความเชื่อของชาวพื้นเมือง อยู่ 2 อย่าง




อย่างแรก จะเห็นตัวกิ้งก่า หรือ ตุ๊กแก หรือ อะไรสักอย่างในตระกูล lizard ตัวนี้คือสัญลักษณ์ของความเจริญรุ่งเรือง และเชื่อกันว่า lizard ระวังภัยได้ คือ มันจะร้องเตือนเวลาจะมีอันตราย




อย่างที่สอง คือ เต้านม 4 เต้า เป็นสัญลักษณ์แสดงการนับถือผู้หญิง คือให้เกียรติเพศแม่ ต้องดูแลเป็น 2 เท่า ก็เลยมีถึง 4 เต้า (ละมั้ง อันนี้เติมเอง)


ปิดท้ายวันนี้ ด้วยเพลง Asing sing so ที่เป็นเพลงพื้นเมืองชื่อดัง ดังขนาดเคยเอาไปเป็นการแสดงในพิธีปิดเอเชี่ยนเกมส์ ที่กวางโจว? ซึ่งก็ไม่รู้เกี่ยวกับจีนตรงไหน แต่อันที่หามาให้ดูเป็นคนอินโดร้อง ชื่อเพลงประมาณว่ากำลังพายเรือ เป็นเพลงที่ร้องไป จ้วงพายไป



Sunday, May 25, 2014

Come Closer to Parapat


จากเบอราสตากี แวะชมน้ำตก แวะชมวัง แวะชิม Bandrek กว่าจะถึงที่พักคืนต่อมา เย็นย่ำพอดี



จุดสีแดงก็คือ Parapat แล้วที่เป็นน้ำสีน้ำเงินคือ Lake Toba ทั้งหมด


ถึงสักทีนะ ปาราปั๊ด (Parapat) เค้าออกเสียง ปั๊ด จริงๆ นะ ขึ้นเสียงสูงอ่ะ

Parapat แปลว่า Come Closer ชื่อเมืองก็น่าค้นหาแล้ว เค้าคงอยากให้เราเข้าไปใกล้ๆ เพื่อไปชื่นชมความงามของ Lake Toba

เราบอกคุณนายว่า Parapat ให้อารมณ์เหมือน Hallstat ที่ Austria คุณนายบอกว่าเราเพ้อเจ้อ 55555++

อ้าว มันดูคล้ายๆ กันนา เป็นเมืองริมทะเลสาบ มีภูเขาโอบล้อม มีบ้านไล่ขึ้นไปตามเขา

แต่ยังไงแล้ว Parapat ก็คือ Parapat แต่ละที่ย่อมมีความเป็นตัวของตัวเอง

.............Parapat เมืองเล็กๆ ที่มีวิวไม่ธรรมดา...............

เสียดายไปหน่อยที่ Parapat ไม่ค่อยเป็นใจกับเรา หมอกลงตอนเช้าจัดมาก เลยถ่ายภาพออกมาไม่ค่อยสวย วิวนี้ถ่ายจากโรงแรมที่พัก ซึ่งอยู่สูงสุดในเมือง








แถบ Parapat ผู้คนท้องถิ่น ถูกเรียกว่า บาตั๊ก โตบ้า (Batak Toba) บาตั๊กเค้ามาอีกแล้ว จริงๆ เค้าก็ครอบครองสุมาตราเหนือเกือบทั้งหมดเลยนะ แต่มีเผ่าพันธุ์ย่อยๆ เยอะ

Batak Toba มีคำพูดทักทายที่เป็นเอกลักษณ์ เค้าจะตะโกนคำว่า Holas! Holas! Holas! ด้วยเสียงอันดัง 3 รอบ เราก็ต้องตะโกนกลับไปให้ดังพอกัน

ให้ความรู้เกี่ยวกับ Lake Toba สักหน่อย คือ ขนาดของทะเลสาบมันใหญ่มากๆๆๆ นะ เป็นทะเลสาบที่เกิดจากภูเขาไฟ (Volcano Crater Lake) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ภูเขาไฟตรงนี้เกิดระเบิดครั้งใหญ่ขึ้นมา จนตรงกลางยุบเป็นหลุมไป แล้วพอฝนตกลงมานานๆ ก็กลายเป็นทะเลสาบ แล้วทีนี้ก็เกิดเป็นเกาะกลางทะเลสาบ ชื่อเกาะสามอเซีย (Samosir) ขนาดของเกาะสามอเซียนั้น ใหญ่ประมาณเกาะสิงคโปร์ 1 เกาะ คิดดูแล้วกัน เกาะกลางน้ำ ยังใหญ่จะเท่าประเทศสิงคโปร์เลย แล้วน้ำที่ล้อมรอบมันอีก เป็นภาพธรรมชาติที่แปลกตาดี เหมือนว่าเราปืนเขาไปเรื่อยๆ (ถนนจะไล่ตามขอบ Lake Toba มาเลย) แล้วอยู่ดีๆ ก็ อ้าว...มีน้ำ มีเกาะ

เมือง Parapat คือเมืองท่า ที่คนจะต้องแวะค้างคืน เพื่อไปเที่ยวบนเกาะ Samosir ต่อไป ไว้ตอนหน้า เราจะพาไปเที่ยวบนเกาะ Samosir กัน

สำหรับวันนี้

Holas! Holas! Holas! 


Friday, May 23, 2014

Salam Danau Toba


Salam! แปลว่าสวัสดี

รถบัสเดินทางลงใต้ไปอีกเรื่อยๆ ลองดูจากแผนที่จากตอนเบอราสตากีกับซินาบุงนะ เห็นขอบส่วนบนๆ ของ Lake Toba นั่นแหละ เรามาถึงจุดชมวิวแรกสุดของ Lake Toba กันแล้ว Hooray!!!!

ที่นี่คือน้ำตกซีปิโซ-ปิโซ (Sipiso-piso) สูงมากๆๆๆๆ ไหลลงไปยังทะเลสาบ




ที่นี่มีสัญลักษณ์แสดงความเป็น tourist spot คือ อาคารร้านค้าเรียงรายกันเป็นกลุ่ม ของขายก็ทั่วไป คาดเดาได้ จำพวกของที่ระลึก เสื้อ ผ้าพันคอ มีคำว่า Sipiso-piso บ้าง คำว่า Lake Toba บ้าง คำว่า Brastagi ก็มี คำว่า Parapat ก็มา (ฮั่นแน่ ยังไม่รู้สิว่า Parapat คืออะไร โปรดรออ่านตอนต่อไป ^^)

ของกินก็มีขาย พวกขนมกินเล่น เครื่องดื่มต่างๆ อ่อ มีเรื่องขำๆ คือเวลาซื้อของกับคนท้องถิ่นแบบจะแตกเงินแบงค์ใหญ่ให้เค้าทอนมาอะไรแบบนั้น สิ่งที่จะเจอก็คือ แบงค์ย่อยๆ ส่วนใหญ่ อยู่ในสภาพเก่า (อันนี้โชคดี) ถ้าเก่าเฉยๆ นี่ถือว่าโชคดีละ แต่บางทีเจอแบบมันไม่ใช่แค่เก่าอ่ะ เรียกได้ว่า พี่ทอนมาเป็นผักต้มจิ้มน้ำพริกหรอคะ? เปรียบเทียบแบบนี้เข้าใจไหม คือแบบหงิกงอเหี่ยวย่นราวกับผ่านสงครามอะไรมา บรรยายยาก ผักต้มนั่นแหละ เห็นภาพเลย...

ชาวบ้านเค้าก็อยากจะกำจัดพวกแบงค์เก่าๆ เลยเอามาทอนให้ ในเมืองไทย เราสามารถเอาธนบัตรเก่า-ชำรุด ไปแลกคืนธนาคารแห่งประเทศไทยได้ไม่ใช่หรอ สงสัยนโยบายนี้ยังไปไม่ถึงอินโดนีเซีย




ความประทับใจ ณ จุดชมวิว ตื่นเต้นๆๆๆ เราเจอกันแล้วนะ Lake Toba เป็น Lake Toba ในมุมสูงๆ สวยดี ดูมันใหญ่โตดีนะ มนุษย์กลายเป็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆ เราเริ่มหลงรักเธอแล้วหล่ะ Danau Toba 

ความประทับใจอีกอย่างของที่นี่คือเด็กชาย (ที่กำลังจะกลายเป็น) เด็กแว๊นซ์ คงจะเป็นลูกพ่อค้าแม่ค้า อายุสัก 6-7 ขวบ ประมาณนั้น น้องคงจะมีความฝันที่จะได้ขี่รถเครื่อง - ก็รถที่มีเครื่องไง สงสัยอะไร ภาษากลางเรียกรถจักรยานยนต์ ยาวไป๊ (ขอใช้คำนี้นะ ดูเข้ากับบรรยากาศดี) แต่ปัจจุบันของน้องเค้ายังเป็นแค่จักรยานธรรมดาๆ ก็ต้องอาศัยจินตนาการช่วยไปก่อนนะ ขี่จักรยานพร้อมส่งเสียงเหมือนเบิ้ลเครื่องยนต์อย่างสนุกสนาน แล้วพอเห็นคนมอง โห อะดรินาลีนมันพุ่งๆๆ เร่งเครื่องใหญ่เลยจ้า เอาเถอะนะ น้องมีความสุขก็ทำไปเถอะนะ

บ่นส่งท้าย โค้กกระป๋องที่จุดชมวิว ข้างกระป๋องก็เขียนไว้ว่า 4,500 รูเปีย นะ ขายจริงตั้ง 7,000-8,000 รูเปีย


สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคอยู่ไหน!!!!


Thursday, May 22, 2014

ว่าด้วยเรื่องของไวอะกร้า


เราโชคดีที่มาเที่ยวอินโดครั้งนี้ ได้ไกด์คนไทยที่มีความรู้และเชี่ยวชาญการนำเที่ยวแถบนี้โดยเฉพาะ คุณลุงไกด์ชื่อคุณลุงฉลาด แกมักจะแทนตัวเองว่า ลุงหลาด ที่บอกว่าโชคดีเพราะลุงหลาดมีเรื่องมาเล่าเกี่ยวกับสถานที่ที่ไปชม และนำมาเล่าให้ฟังแบบสนุก เพลิน หัวร่องอหายกันทั้งคัน ทำให้บรรยากาศการเดินทางรื่นรมย์มากยิ่งขึ้น เรื่องที่เขียนในตอนนี้ ส่วนหนึ่งก็มาจากคำบอกเล่าของลุงหลาดนี่เอง ไปอ่านกันเลย!

ชาวพื้นเมืองของพื้นที่เกาะสุมาตราตอนเหนือ (North Sumatra) จะเรียกว่า ชาวบาตั๊ก (Batak) ซึ่งก็มีการแบ่งเป็นกลุ่ม เป็นเผ่าพันธุ์ย่อยๆ อีกมากมาย ด้วยลักษณะพื้นที่ที่เป็นภูเขา การเดินทางในสมัยก่อนก็คงยากลำบาก แต่ละพื้นที่เลยแบ่งแยกเป็นเผ่าๆ มากมาย จุดมุ่งหมายของเราคือการนั่งรถทัวร์ไต่ขึ้นไปยัง Lake Toba ซึ่งเป็นทะเลสาบที่เกิดจากภูเขาไฟระเบิดเมื่อหลายหมื่นปีมาแล้ว ทัศนียภาพรอบๆ ระหว่างทางไปนี่ก็รู้สึกว่าคุ้มแล้วนะ คือธรรมชาติมาก แบบต้องไปดูด้วยสายตาตัวเอง ภาพถ่าย หรือ ดูคลิปจากคนอื่นไป มันไม่ซึมซับเท่าการได้ไปเห็นเองนะ แต่บันทึกวันนี้ยังไม่ให้ดูวิวทะเลสาบนะ ยกยอดไปคราวหน้า คราวนี้เรื่องมันยาว

ฟังจากไกด์ (อันนี้พูดตรงกันทั้งลุงหลาดและเอ็ดดี้ไกด์ท้องถิ่นชาวอินโด – เราไม่ได้ใส่ร้ายเค้านะ) เค้าเล่าว่า ชาว Batak เนี่ย เป็นกลุ่มชนที่ผู้ชายขี้เกียจนะ วันๆ ก็นั่งจิบชา พูดคุย ร้องเพลง สังสรรค์ ขี้เกียจจน Dutch (Holland) ที่เป็นเจ้าอาณานิคมในขณะนั้น ต้องไปนำเข้าผู้ชายจากเกาะชวา มาทำงาน เพราะพวกนั้นทำงานเก่งกว่า ในครอบครัวภรรยาชาว Batak มีหน้าที่ไปทำงานในไร่ในสวน ตกเย็นก็กลับบ้านทำอาหารให้สามี พูดง่ายๆ คือเกิดเป็นผู้หญิง Batak นี่น่าสงสารสุดๆ


ไหนหล่ะ ไวอะกร้า..ไหนๆ ใครคิดในใจบ้าง



ฮั่นแน่!!!! ใจเย็น ค่อยๆ อ่านไป รับสาระด้วยสิ



เล่าต่อนะ ระหว่างทางที่รถแล่นขึ้นสูงไปเรื่อยๆ ได้แวะไปชมวังของพระราชา Batak เผ่าหนึ่ง ชื่อบาตั๊ก สิมาลุนกุน (Batak Simalungun) ที่เรียกว่าพระราชา หรือ วัง นี่ อย่าคิดว่าวิจิตรอลังการอะไรนะ คือ เค้าก็ชนพื้นเมือง การศึกษาไม่ค่อยดี ความเจริญยังไปไม่ค่อยถึง แต่ถ้าดูระบอบการปกครอง มันก็คือ Absolute Monachy นี่แหละ ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด หรือมีมนต์ดำมากที่สุด ก็จะเป็นผู้ปกครอง จะเรียกว่าพระราชาก็ถือว่าไม่ผิด แต่ภาพจะไม่ใช่พระราชาแบบหรูหราอะไร เผ่าคงไม่ได้ใหญ่โตหรือเจริญมาก จุดที่เป็นที่ตั้งวัง เค้าเรียกว่า เปอมาตัง พูบ้า (Pematung Purba) น่าจะเป็นชื่อหมู่บ้าน

ยุคที่ Dutch เข้ามา สิ่งที่ชาวพื้นเมือง Batak ได้รับมา เป็นที่เห็นชัดที่สุดก็คือ ศาสนา พวกนี้นับถือศาสนาคริสต์ นิกาย Roman Catholic เรื่องตำนานก็คือ มี missionary คนหนึ่งมารักษาโรคให้ชาวบ้านแล้วหาย ชาวบ้านก็ถามว่าทำไมถึงหาย missionary ก็ตอบว่าเพราะ believe in god ชาว Batak ก็เลยหันมานับถือคริสตศาสนา

กลับมาที่วัง Batak Simalungun ราชวงศ์ของตระกูลนี้มีกษัตริย์ 14 พระองค์ องค์ที่มีเรื่องราวเป็นตำนาน อยากเอามาเล่าให้ฟัง เป็นกษัตริย์องค์สุดท้าย ครองราชย์ไม่นาน ไปดูกันว่าเป็นเพราะเหตุใด เรื่องราวเหล่านี้อยากให้ถูกบันทึกไว้ เพื่อจะได้ไม่สูญหายไปกับกาลเวลา

กษัตริย์ Tuan Mogang ว่ากันว่า มีชายาถึง 24 องค์ คือ วังของพระองค์ เรียกว่า Rumah Bolon (Long House) คือ รูปทรงจะยาวๆ ก็นะ นอนกันตั้ง 12 คน 2 ฝาก มันก็ต้องยาวสิ ส่วนอีกด้านเป็นฝั่งของกษัตริย์ คือกั้นแยกจากฝั่งผู้หญิง ก็มีเตียงประกอบกิจกรรมยามวิกาล นั่นก็คือ เล่นไพ่ เฮ้ย!! ไม่ใช่ ก็กิจกรรมสืบต่อเผ่าพันธุ์มนุษย์นั่นแหละ โอโห้แล้วมีชายาตั้ง 24 องค์ เพลินน่าดูนะเนี่ย...

เรื่องของเรื่องคือ แต่ละวัน กษัตริย์ก็จะให้ชายาแข่งขันกันตำข้าว แบบออกลีลาท่าทางด้วยนะ ที่ตำข้าวก็คล้ายกับของบ้านเรา มีหลุม ใส่ข้าวลงไป แล้วก็มีไม้เอาไว้ตำๆ ทุบๆ นี่เชื่อแล้วว่าผู้หญิง Batak ทำงานหนัก ขนาดข้าว ยังใช้เมียตัวเองเลย - -“ ใครตำเก่ง ลีลาดี ก็จะได้รับการคัดเลือก โดยกษัตริย์จะให้ขันที (มีขันทีด้วย!!!) เอาหมากพลูไปให้ เป็นเครื่องหมายว่า คืนนี้ เจ้าเตรียมตัวเอาไว้



อันนี้ลานตำข้าว



Long House หน้าตาเรียบง่ายมากๆ นี่หรือคือวัง ตอนแรกที่ไปเห็นก็งงไปเล็กน้อย



ด้านใน มีครัวทำกับข้าวด้วย


เอาหล่ะ ใครเกิดความสงสัยบ้าง 'กษัตริย์มีชายาตั้ง 24 องค์ สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกัน กษัตริย์จะไหวหรอ'

เรามีคำตอบ...ชาว Batak Simalungun เค้ามีเคล็ดลับ มันก็คือ ไวอะกร้า แบบ local!!!!!!!!!!!!!!

นี่ไม่ได้พูดเล่น เค้าเชื่อกันแบบนั้นจริงๆ สิ่งนี้เรียกว่า Bandrek (แบนเดร็ก) หรือแปลแบบให้เข้าใจเค้าจะเรียกว่า Spicy Ginger Tea สรรพคุณก็ออกแนวเป็นยาบำรุง ทำให้อายุยืน อะไรทำนองนั้น ว่ากันว่า Tuan Mogang ดื่ม Bandrek ทุกวัน โด๊ปกันทุกวันก็ว่าได้

อ้าว ไหนเธอว่ากษัตริย์อายุสั้นไง ก็ดื่ม Bandrek แล้วนะ ทำไมหล่ะ ข้อนี้ได้วิเคราะห์กันในรถทัวร์ บ้างก็ว่าถ้าเมียเยอะขนาดนั้น ยังไงก็ไม่ไหว (วะ) แต่มีเหตุผลหนึ่งของอาจารย์หญิงที่มีหัวคิด feminist อาจารย์บอกว่า เพราะเจ้าชู้ทำให้ผู้หญิงเสียใจไง เลยตายเร็ว (นั่น) คำถามนี้ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนนะ ขอให้นำไปวิเคราะห์กันต่อไป...

ถามว่าแล้ว Bandrek มันเป็นยาโด๊ปจริงหรอ ได้ผลจริงหรือเปล่านั้น ก็ขอตอบว่า จากที่ได้ดื่มไป 1 แก้ว ถูกแล้ว!! มีร้านขาย Bandrek ด้วย คือเค้าทำเป็นจุดชมวิว จิบชาไป ชมทะเลสาบไป ชื่อ Simar Jajunjung จริงๆ บรรยากาศดีมาก เสียดายที่วันที่ไปนั้น หมอกลงค่อนข้างจัด เลยไม่สวยแบบเต็มที่

Bandrek 1 แก้ว เสิร์ฟมาพร้อมกล้วยทอด 1 ชิ้น รสชาติของชาก็ออกเป็นน้ำขิงแบบเข้มๆ หน่อย เผ็ดร้อนทีเดียว เครื่องเทศอย่างอื่นที่ใส่ ดูแล้วคล้ายๆ เครื่องพะโล้ แต่ไม่รู้จักว่าชื่ออะไรบ้าง อ้อ...เค้าให้นมสดมาด้วย เผื่อใครจะเติม แต่เราว่าพอใส่นมแล้ว กลิ่นขิงมันหายไป ไม่ค่อยเข้ากันเท่าไหร่ สำหรับรูปถ่ายมาตอนที่กล้วยทอดยังไม่มา ในจานก็คือส่วนผสม ใครจะแกะลายแทงหาว่ามีอะไรแล้วเอาไปต้มกินบ้างก็ตามสบายเถิด แต่เค้าว่าขิงมันเป็นพันธุ์พิเศษที่ปลูกได้แค่แถบนั้นเท่านั้น



อะไรนะ ลืมตอบคำถามเรื่อง Bandrek ได้ผลยังไงบ้าง อยากรู้กันแต่เรื่องนี้สินะ ก็รู้สึกร้อนวูบวาบ แหะๆ (เว่อไปละแก) ก็เหมือนกินน้ำขิงอ่ะ มันมีฤทธิ์ร้อนอยู่แล้ว นอกนั้นก็ไม่รู้สึกอะไรแล้ว คืนนั้นก็หลับปกติ

เข้าใจตรงกันนะ

หรือว่าต้องกินประจำอาจจะเห็นผล (ในเชิงน้ำสมุนไพรนะ ไม่ใช่ว่าแค่ไวอะกร้า) แต่ว่าไม่ไหวอ่ะ เข้มเกินไป ขิงแบบแรงมาก

สรุป Bandrek ไม่อร่อยเท่าไหร่ ตอนกินนี่นึกถึงเต้าฮวยและปาท่องโก๋กรอบๆ มาก แต่วิวตรงที่กินนี่สิ มันทดแทนกันไม่ได้

ลุงหลาดบอกว่าลูกหลานของกษัตริย์ก็ยังอาศัยอยู่แถบใกล้ๆ วัง ตอนไปเที่ยวชมวัง ก็เห็นมีชาวบ้าน (แต่งตัวธรรมดามอซอ เลยนี่แหละ) มามองๆ อยู่ด้านหน้าทางเข้า ก็น่าจะเป็นลูกหลานกษัตริย์นั่นแหละ เค้าคงคิดว่าวังเป็นสมบัติของตระกูลเค้า อะไรแบบนั้น

ลุงไกด์เล่าด้วยว่าสัก 2-3 ปีก่อน รัฐบาลพยายามเข้ามาช่วยจัดการ คือจะโปรโมตวังให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแบบจริงๆ จังๆ มีการทำถนนใหม่ มีการสร้างห้องน้ำ สร้างอาคารไว้ขายของ แต่มีปัญหากับพวกลูกหลานกษัตริย์ยังไงก็ไม่รู้ รัฐบาลก็เลยทิ้ง ไม่พัฒนาแล้ว ปัจจุบันยังเห็นอาคารห้องน้ำโทรมๆ เหลือไว้เป็นที่ระลึก เห็นแล้วเสียดาย

ก่อนจากกันวันนี้ ขอยั่วน้ำลายไว้ด้วยวิวสวยๆ ของ Lake Toba พระเอกของการเดินทางของเรา




อ่านแล้วชอบ ฝาก share blog นี้ไปด้วยนะจ๊ะ มีปุ่มเล็กๆ เป็นโลโก้ f อยู่ด้านล่างๆ ค่ะ ขอบพระคุณทุกท่าน